เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เนื้อแท้’ ยอมรับ 6 เดือนที่ผ่านมา ประสบปัญหาสภาพคล่อง เร่งเคลียร์เงินเดือนค้างจ่าย-ปรับระบบบัญชี
Business ‘เนื้อแท้’ ยอมรับ 6 เดือนที่ผ่านมา ประสบปัญหาสภาพคล่อง เร่งเคลียร์เงินเดือนค้างจ่าย-ปรับระบบบัญชี
“เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
Economic “เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
Economic คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
Finance SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Economic สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
Tech Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
Economic ‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
Economic ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
Tech ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
ศุภจี เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
Politics ศุภจี เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
ดูทั้งหมด

ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบาย แล้วประชาชนได้อะไร

21 ส.ค. 2562 | 16:30น.
'แบงก์ชาติ' ลดดอกเบี้ยนโยบาย ประชาชนได้ประโยชน์อะไร - ประชาชาติธุรกิจ

กันตภณ อมรรัตน์ และ ดวงรัตน์ ประจักษ์ศิลป์ไทย TMB Analytics

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 62 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 1.50% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 4 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด

ในทางทฤษฎี การเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้หลากหลายช่องทาง ซึ่งช่องทางสินเชื่อ (Credit Channel) เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะการที่ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง จะเป็นแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงตาม ส่งผลให้ต้นทุนของการกู้ยืมของภาคเอกชนลดลงทั้งในส่วนของภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย อีกทั้งยังทำให้ภาระหนี้ในปัจจุบันลดลง เอื้อให้เพิ่มการกู้เพื่อมาลงทุนและใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติผลลัพท์อาจไม่เป็นไปตามอย่างในทฤษฎีเสมอไป วันนี้จึงอยากชวนทุกท่านมาศึกษาดูรายละเอียดว่าในทางปฏิบัติ การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนอย่างไร และมีโอกาสช่วยให้เกิดกิจกกรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

เรามาเริ่มกันที่ภาคธุรกิจกันก่อน

แน่นอนว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีเป้าหมายให้ภาคธุรกิจได้รับประโยชน์จากอัตรากู้ยืมที่ต่ำลง แต่เราอย่าลืมว่าธุรกิจแต่ละประเภทก็ใช้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัทใหญ่จะอิงตามอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือ MLR (Minimum Loan rate) แต่ธุรกิจ SME มักอิงตามอัตราดอกเบี้ยประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ MOR (Minimum Overdraft rate) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR (Minimum Retail rate) แทน ซึ่งการที่ดอกเบี้ยนโยบายส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเหล่านี้แตกต่างกัน ก็ทำให้ธุรกิจแต่ละประเภทได้รับประโยชน์ไม่เท่ากัน

หากเราศึกษาข้อมูลย้อนหลังทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั้ง MLR MOR และ MRR เฉลี่ย 5 แบงค์ใหญ่ของไทย เทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะพบว่าส่วนใหญ่ดอกเบี้ยกู้ยืมมีการเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นและดอกเบี้ยขาลง อย่างไรก็ตาม มีบางครั้งเช่นกันที่ทิศทางดอกเบี้ยสินเชื่อเงินกู้แตกต่างจากดอกเบี้ยนโยบาย อย่างเช่นในช่วงกลางปี 2015 ถึงช่วงกลางปี 2018 ที่ดอกเบี้ยนโยบายไม่มีการขยับ แต่ธนาคารพานิชย์กลับปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อในทุกประเภทลง โดย MLR เฉลี่ย ลดลงจาก 6.675% มาอยู่ที่ 6.315 % MOR ลดลงจาก 7.435 % เหลือ 7.035 % และ MRR จาก 7.91 % มาอยู่ที่ 7.245 % หรือในช่วงปลายปีที่แล้ว ที่แม้จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารใหญ่ก็ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยเงินกู้แต่อย่างใด

แต่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ครั้งล่าสุดในวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แบงค์พาณิชย์ขนาดใหญ่ก็มีการลดอัตราดอกเบี้ย MOR และ MRR ลงตาม ทำให้ MOR และ MRR เฉลี่ยลดลง 0.175% และ 0.2% มาอยู่ที่ 6.912% และ 6.987% ตามลำดับ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่ดอกเบี้ยเงินกู้อิงกับ MOR และ MRR ดังนั้นการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงดูเป็นการมุ่งเป้าหมายไปช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SME เป็นหลัก

แต่การลดดอกเบี้ย MOR และ MRR ครั้งนี้ อาจช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยให้ SME ได้เพียงเล็กน้อย ขณะนี้ธุรกิจ SME มียอดคงค้างสินเชื่ออยู่รวมกันประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 58% จากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจากการประมาณการพบว่า ในสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อที่อิงกับอัตราดอกเบี้ย MRR มากที่สุด 3.4 ล้านล้านบาท รองลงมาคือดอกเบี้ย MLR ที่ 1.4 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ย MOR อีกประมาณ 0.4 ล้านบาท ทำให้ SME มีภาระหนี้รวมประมาณ 3.65 แสนล้านบาท

การลด MOR และ MRR ลง 0.175% และ 0.2% จะทำให้ภาระหนี้ลดลงรวมประมาณ 7.6 พันล้าน หรือประมาณ 2.1% ของภาระหนี้ทั้งหมดเท่านั้น และจากข้อมูลในอดีตภาระดอกเบี้ยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.4% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดของ SME ดังนั้นการลดดอกเบี้ยอาจช่วย SME ได้ไม่มาก และต้องมีการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มยอดขายที่จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจช่วงขาลง

และแม้การลดดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยของภาคธุรกิจได้บ้าง แต่คงยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ได้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงจากความเสี่ยงสงครามการค้าและอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงทำให้นักลงทุนอาจเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

ซึ่งที่ผ่านมาสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ภาคธุรกิจขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่สองสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเพียง 2.6% ลดลงจาก 4.7% ในปีก่อน อัตราการเติบโตอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่สินเชื่อ SME หดตัวที่ 0.1% จากที่เคยเติบโตได้ 4.5% ในปีที่แล้ว อีกทั้งสัดส่วนหนี้เสียของ SME ก็ยังอยู่ในระดับสูงด้วย

โดยสรุป การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ ในช่องทางที่การกู้ยืมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ อาจทำได้เพียงช่วยผ่อนเบาภาระภาคธุรกิจ แต่อาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความเปลี่ยนแปลงต่อการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเนื่องจากความต้องการกู้ยืมเพื่อลงทุนใหม่ยังมีจำกัดในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้

แต่นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดดอกเบี้ยเงินกู้จากแบงค์แล้ว บางครั้งการลดดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ government bond yield ให้ลดลงได้เช่นกัน ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่ายตอนระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ (Debenture) ลดลง เพราะดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับ government bond yield และ ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่สะท้อนจาก credit spread

ซึ่งหลังจากที่ กนง. ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ปรับลดลงเช่นกัน โดย bond yield ระยะ 5 ปี ปรับลดลงจาก 1.622% เหลือ 1.423% เนื่องจากการออกหุ้นกู้ จะทำได้เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น จึงทำให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งทุนในช่องทางที่ต่ำกว่าการกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เรตติ้ง AAA โดยเอา government bond yield บวกกับ AAA credit spread ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.24% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ 6.315% ถึง 4.075% เป็นอัตราที่ต่างกันมากที่สุดในรอบสามปี

แล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร?

ประชาชนกลุ่มหลักที่จะได้ประโยชน์ก็คือกลุ่มผู้กู้รายย่อย เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าหนี้ภาคครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงและดูจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 78.7% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 12.97 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้ที่ว่านี้ก็มีเจ้าหนี้ที่หลากหลายทั้ง SFIs และสหกรณ์ออมทรัพย์ แต่เจ้าหนี้รายใหญ่ก็ยังคงเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยรวม 5.55 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

หลายคนอาจจะคิดว่าถ้า ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็น่าจะลดลง ทำให้ภาระหนี้ของรายย่อยลดลงด้วย ประเด็นนี้เราอาจต้องลองมาดูก่อนว่าเงินกู้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ประเภทไหนและมีการคิดดอกเบี้ยอย่างไร เพราะเงินกู้ต่างประเภทกันก็มีวิธีการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน

เริ่มจาก สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์ หรือประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่โดนคิดอัตราดอกเบี้ย MRR ซึ่งก็จะคล้ายๆ MLR แต่เป็นดอกเบี้ยสำหรับรายย่อยและเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา MRR ก็มักจะขยับตามดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้น MRR ที่ลดลงก็ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดลดลงด้วย

แต่ถ้าท่านผู้อ่านเคยขอสินเชื่อบ้านกันจะทราบว่า แม้แบงค์จะปรับดอกเบี้ยลง แต่ภาระผ่อนแต่ละเดือนที่เราต้องจ่ายแบงค์ยังคงเท่าเดิม เพราะแบงค์จะไปลดจำนวนเดือนที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยลงแทน หมายความว่าท่านอาจผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น ดังนั้นภาระดอกเบี้ยต่อเดือนของผู้กู้จึงไม่ได้ลดลงมากอย่างที่คิด

แต่สำหรับท่านที่จะซื้อบ้านใหม่อาจได้ประโยชน์ เพราะตอนนี้หลายๆแบงค์ใช้ MRR เป็นเรทอ้างอิง การลดดอกเบี้ยจึงอาจเป็นแรงกระตุ้นให้คนกู้เพื่อซื้อบ้านใหม่เพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เร่งตัวขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับมาตรการคุมเข้มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างมาตรการ LTV ก็ทำให้แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างจำกัดมากขึ้น

ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยอื่นๆ อย่างสินเชื่อ personal loan สินเชื่อรถ และบัตรเครดิตที่มียอดคงค้างถึง 1.2 1.1 และ 0.2 ล้านล้านบาทต่างใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือที่เราเรียกว่า APR ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่แบงค์จะให้แก่ผู้กู้แต่ละรายก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง เช่น หากท่านผู้อ่านจะกู้เงินซื้อรถ และเลือกที่จะจ่ายเงินดาวน์สูงผ่อนสั้น ท่านจะถูกจัดอยู่ว่ามีความเสี่ยงต่ำ ทำให้ถูกคิดดอกเบี้ยถูกกว่าคนที่เลือกจ่ายดาวน์น้อยผ่อนนาน ซึ่งดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายแต่ละเดือนก็ไม่ได้ปรับตาม MRR ที่ปรับลง

ดังนั้น แม้ธนาคารจะปรับ MRR และ MOR ลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ภาระผ่อนต่อเดือนของภาคครัวเรือนก็ไม่ได้ลดลงมาก

หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วดอกเบี้ยเงินฝาก จะลดตามหรือไม่ เพราะดอกเบี้ยในปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ปัจจุบันดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยของ 5 ธนาคารใหญ่อยู่ที่ระดับ 0.465% ในขณะที่ดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.475%

ก่อนอื่น เราลองมาดูดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ก่อน เพราะเงินฝากรายย่อยที่อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยปัจจุบันมียอดคงค้างสูงถึง 4.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินฝากทั้งหมด ซึ่งถ้าเราลองดูการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับดอกเบี้ยนโยบายจะพบว่าเคลื่อนไหวไปตามกันในอดีต

โดยที่ผ่านมามีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 21 ครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 0.357% ทำให้ดอกเบี้ยออกทรัพย์ปรับตามถึง 15 ครั้ง ลดลงเฉลี่ยครั้งละ 0.2% ในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ มียอดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท จะมีความอ่อนไหวต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า โดยปรับตามแทบทุกครั้งที่มีการปรับดอกเบี้ยนโยบายลง เฉลี่ยลดลงครั้งละ 0.2%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา กนง. มีการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% บางธนาคารจึงมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นตาม 0.25% แต่ปรับขึ้นเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่เพิ่มขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.475% ในขณะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการขึ้นดอกเบี้ยออมทรัพย์จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของแบงค์มากกว่าเพราะเป็นเงินฝากที่สัดส่วนเยอะกว่า

ซึ่งล่าสุดหลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.50% ธนาคารพาณิชย์ก็มีการปรับดอกเบี้ย MRR และ MOR ลงตาม จึงมีความเป็นไปได้ว่าแบงค์อาจมีการปรับดอกเบี้ยเงินฝากเช่นกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันเป็นช่วงที่นโยบายการเงินผ่อนคลายมากจนสภาพคล่องล้นตลาด

จึงอาจสรุปได้ว่า การลดดอกเบี้ยของ กนง. ครั้งนี้ อาจช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยของภาคธุรกิจได้บ้าง โดยเฉพาะ SME แต่อาจยังไม่สามารถกระตุ้นการกู้เพื่อลงทุนเพิ่มได้ เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อาจได้ประโยชน์จาก bond yield ที่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนในการระดมเงินโดยการออกหุ้นกู้ลดลงตาม ในส่วนของสินเชื่อรายย่อย ภาระผ่อนต่อเดือนของภาคครัวเรือนอาจจะไม่ได้ปรับลดลงมากนักเพราะสินเชื่อส่วนใหญ่อิงกับอัตราดอกเบี้ยคงที่ ในขณะที่ผู้ฝากเงินอาจได้รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มักจะปรับลดตามดอกเบี้ยนโยบาย