เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
Politics รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
ดูทั้งหมด

5 ช่องทางผลกระทบเศรษฐกิจไทย จากการชะลอตัวเศรษฐกิจจีน

21 ธ.ค. 2562 | 14:33น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต

โดย พนันดร อรุณีนิรมาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธ.ไทยพาณิชย์

หากกล่าวถึงเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น คือ เศรษฐกิจจีน โดยหากย้อนไปในช่วงปี 2000-2010 เศรษฐกิจจีนเติบโตเฉลี่ยถึง 10.4% ต่อปี ต่อมาหลังจากปี 2011 จีนเริ่มมีเศรษฐกิจชะลอลง เนื่องจากต้องการจัดการกับปัญหาหนี้สูงของหลายบริษัทและรัฐวิสาหกิจ โดยแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงในช่วงหลัง แต่กลับมีบทบาทมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านหลายช่องทาง (จะกล่าวในส่วนต่อไป)

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปี 2018 ที่สงครามการค้าเริ่มขึ้น ทำให้เกิดการชะลอตัวเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีน โดยจากคาดการณ์ล่าสุดของ IMF (ณ ต.ค. 2019) คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเพียง 6.1% ในปี 2019 เทียบกับปี 2018 ที่ขยายตัว 6.6% ขณะที่ในปี 2020 IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเพียง 5.8% ซึ่งนับเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำที่สุดของจีน ในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งทางการค้า มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายช่องทาง ดังนี้

1) ผ่านการส่งออกที่หดตัว โดยการที่สินค้าจีนหลายประเภทมียอดขายน้อยลงในตลาดสหรัฐ เนื่องจากโดนกีดกันทางการค้า จึงทำให้จีนมีการผลิตสินค้าเหล่านั้นน้อยลงด้วย ซึ่งไทยเองนับเป็นประเทศสำคัญที่มีการส่งออกวัตถุดิบขั้นกลางไปยังจีน เพื่อผลิตสินค้าดังกล่าว (อยู่ใน supply chain การผลิตของจีน)

ดังนั้น ไทยจึงได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าวัตถุดิบที่ลดลงด้วย อาทิ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์, ยางพารา และผลิตภัณฑ์ไม้ นอกจากนี้ การส่งออกไทยไปจีนในสินค้าอื่น ๆ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคก็มีการชะลอตัวเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจจีนในภาพรวมที่ชะลอลงย่อมส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นลดลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น การที่ภาคส่งออกของจีนมีการหดตัวต่อเนื่องก็ยังส่งผลทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ที่พึ่งพาจีน มีการชะลอตัวตามไปด้วย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาของอีไอซีพบว่า ยิ่งประเทศที่มีการพึ่งพาจีนมาก (วัดจากสัดส่วนการส่งออกไปจีนเทียบกับการส่งออกทั้งหมดของแต่ละประเทศ) การส่งออกของไทยไปยังประเทศดังกล่าวก็จะยิ่งชะลอ/หดตัวมากกว่า ซึ่งนับเป็นผลกระทบเพิ่มเติมทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกที่ลดลง

2) ผ่านการท่องเที่ยวที่ลดลงจากแนวโน้มเดิม โดยแม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตเมื่อปลายปี 2018 แต่จากการศึกษาพบว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในครั้งเหตุการณ์เรือล่มใช้ระยะเวลานานกว่าเหตุการณ์วิกฤตในครั้งก่อนหน้า โดยครั้งล่าสุดใช้เวลาเกือบ 4 เดือนในการฟื้นตัว เทียบกับเหตุการณ์ระเบิดศาลพระพรหมที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือน และเหตุการณ์ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญที่ใช้เวลาเพียง 3 เดือน

นอกจากนี้ การฟื้นตัวดังกล่าวยังกลับมาไม่เท่ากับค่าเฉลี่ยแนวโน้มในอดีต สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 10 เดือนแรกที่ขยายตัวเพียง 3.6% เทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราขยายตัว 10 เดือนแรก 3 ปีย้อนหลัง (2016-2018) ที่มีค่าสูงถึง 10.6% ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวย่อมส่งผลถึงรายได้ประชาชนที่ลดลง ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยลดลงอีกด้วย

3) ผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง จากสถิติเมื่อปี 2018 พบว่ามากกว่า 43% ของการโอนเงินของต่างชาติทั้งหมดเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเป็นนักลงทุนจีนและฮ่องกง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับนักลงทุนสัญชาติอื่น สะท้อนว่านักลงทุนจากจีนและฮ่องกงมีความสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่มีการชะลอตัวในปีนี้ จึงทำให้ยอดโอนเงินของนักลงทุนจีนและฮ่องกง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2019 ลดลงมากถึง 36%ทำให้ยอดรวมการโอนเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างชาติทั้งหมดหดตัวกว่า 31.1% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวจะส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ซึ่งนับเป็นผลกระทบเพิ่มเติมของภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ที่จัดทำเมื่อต้นปี 2019

4) ผ่านการเข้ามาตีตลาดของสินค้าจีนบางประเภท เนื่องจากสินค้าจีนบางส่วนได้รับการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ จึงทำให้มีกำลังการผลิตเหลือ จีนจึงอาจระบายสินค้าดังกล่าวไปยังประเทศอื่นเพื่อเป็นการหาตลาดใหม่ โดยไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในส่วนนี้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสินค้าที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวในปัจจุบัน ได้แก่ เหล็ก, อะลูมิเนียม, เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท และผักผลไม้บางประเภท (สะท้อนจากตัวเลขนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากจีนที่เป็นบวกหลังจากมีสงครามการค้า เทียบกับการนำเข้าสินค้านั้น ๆ ในประเทศอื่นที่มีค่าเป็นลบ)

ทั้งนี้ การเข้ามาของสินค้าจีนดังกล่าวอาจทำให้ผู้ผลิตของไทยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้าจีนที่ส่วนมากจะมีต้นทุนที่ถูกกว่า

5) ผ่านการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีจุดประสงค์หลบหลีกผลกระทบของสงครามการค้า โดยในปัจจุบัน บริษัทที่มีที่ตั้งการผลิตในประเทศจีนได้รับผลกระทบจากการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐ ดังนั้น หากสถานการณ์ยังไม่ปรับตัวดีขึ้นก็มีแนวโน้มที่บริษัทดังกล่าวจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกมาจากประเทศจีน เพื่อหลบหลีกภาษีนำเข้าที่จัดเก็บโดยสหรัฐ ซึ่งภูมิภาคอาเซียนนับเป็นเป้าหมายอันดับแรกของบริษัทเหล่านี้ เนื่องจากมีความใกล้กับประเทศจีน, มีศักยภาพด้านแรงงานในการผลิต, มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และค่าแรงไม่ได้สูงมากเกินไป

โดยประเทศที่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในความสนใจด้านการย้ายฐานการผลิตก็คือ ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งในปัจจุบันแต่ละประเทศก็พยายามออกมาตรการเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติดังกล่าว รวมถึงไทยที่ได้ออกมาตรการ Thailand Plus ไปในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ หากพิจารณาสถิติการขอลงทุนจากจีนของ BOI พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2019 มีการขยายตัวของมูลค่าลงทุนที่ได้รับอนุญาตมากถึง 128% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนได้ว่านักลงทุนมีความสนใจในการย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย อย่างไรก็ดี ตัวเลขสถิติจาก BOI เป็นเพียงมูลค่าการขอรับสิทธิที่ยังไม่มีการลงทุนจริง การขยายตัวดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่สัญญาณการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเท่านั้น

จากที่เศรษฐกิจจีน ปี 2020 ยังมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงยังมีโอกาสได้รับผลกระทบผ่านทั้ง 5 ช่องทางที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยท้าทายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ทั้งนี้ หากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐปรับตัวดีขึ้นจากการเจรจา phase 1 ก็อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางการส่งออกที่จะปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายปัจจัยในประเทศกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า อาทิ เงินบาทแข็งค่า, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, ระดับหนี้เสียที่เริ่มปรับสูงขึ้น, ผลกระทบของมาตรการ LTV ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการกระจุกตัวของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ (market concentration)