ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบเศรษฐกิจไทยรายวัน-ระทึกหลุด 30 บาท ช่วงโค้งหักศอกก่อนสิ้นปี 2562 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะภาคเกษตร ลามไปถึงภาคการท่องเที่ยว 2563
หากย้อนไทม์ไลน์ ความพยายามในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และ “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีมาอย่างต่อเนื่อง
นำมาสู่การลงนามในข้อสั่งการ “เด็ดขาด” ของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล แต่งตั้ง “คณะทำงานร่วม” ระหว่างกระทรวงการคลัง-สภาพัฒน์ และแบงก์ชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท ไม่ให้ลุกลามซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง
ช่วงแรก “สมคิด” ในฐานะกำกับกระทรวงการคลัง ออกแรงดึง “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ “คุยนอกรอบ” กับนายอุตตม เพื่อหาทางร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างน้อย 2-3 หน
ทว่า ความร่วมมือดังกล่าวต้อง “เงียบหาย” อาจเป็นเพราะความเป็น “หน่วยงานอิสระ” และ “วัฒนธรรมองค์กร” ของแบงก์ชาติ “ค้ำคอ”
กระทั่ง 24 ธันวาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เป้าหมายเศรษฐกิจปี 2563 หวังว่าไตรมาสแรกของปี 2563 จะดีขึ้น จากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี เศรษฐกิจเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนประเทศ ต้องสร้างความมั่นใจว่ายังไม่ได้ แม้จะชะลอตัวบ้าง แต่ถ้าช่วยกัน ทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ เอกชนและประชาชน
“ที่ผ่านมาเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ผมก็อยากให้กระตุ้น ทำให้ไตรมาส 4 เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลไปถึงไตรมาสแรกของปี 2563 ด้วยเพื่อให้ขยายตัว และเน้นเรื่องการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกหลายโครงการมูลค่าเป็นแสนล้านบาท ต้องรีบดำเนินการให้ได้โดยเร็ว ใช้จ่ายเงินให้เหมาะสม จะใช้จ่ายเงินสกุลบาท หรือ สกุลเงินอื่นแล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องค่าเงินบาทด้วย”
“มาตรการทางการเงิน วันนี้เราทราบดีอยู่แล้ว เรามีปัญหาค่าเงินบาทแข็ง เกิดจากหลายสาเหตุ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ได้เรียกประชุม ธปท. กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางการเงิน เพื่อหามาตรการผ่อนคลาย ว่า จะทำอย่างไร และสร้างความเชื่อมั่นให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งคงจะมีมาตรการตามมาให้ธุรกิจดำเนินการไปได้ อย่าให้ทุกคนตระหนกกันเกินไป”
นอกจากนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” ยังมี “ข้อสั่งการ” เป็น “ลายลักษณ์อักษร” ท้ายมติ ครม. เรื่อง เป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2563 ในวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ข้อความว่า
“ให้กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ เสนอมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายการเงินและการคลังให้เป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนร่วมกันและกันตามที่เสนอมานี้”
และทันที่รัฐบาลเปิดทำเนียบ วันที่ 2 มกราคม 2563 นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ “เรื่องเศรษฐกิจไทย ประเมินได้ จะมากหรือน้อย ตามสถานการณ์ปัจจัยภายใน ภายนอก แต่สิ่งที่สำคัญ ต้องช่วยกัน คือ จะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่ดี รัฐบาลพร้อมที่จะทำให้ เพราะรัฐบาลต้องทำตามกฎ กติกา กฎหมาย”
ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกรัฐมนตรี (สมคิด) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า “เรื่องค่าเงินบาท มีการหารือกับแบงก์ชาติมาโดยตลอด มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ และแบงก์ชาติ เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดและหามาตรการเสริมช่วยอีกทางหนึ่งด้วย หลายอย่างออกไปแล้ว หลายอย่างดีขึ้น แต่หลายอย่างก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากมีปัญหาจากปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้อง”
“ความจริงได้สั่งการได้มาสักระยะแล้ว ให้หารือใกล้ชิด แบงก์ชาติพยายามทำเต็มที่ แต่ต้องมีคนช่วย เช่น หากแบงก์ชาติดูแลค่าเงินอยู่แล้ว ถ้าเกิดคลังขับเคลื่อนการคืนหนี้ต่างประเทศบางส่วน สภาพัฒน์ฯ ช่วยขับเคลื่อนให้โครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นเร็วและนำเข้าได้มากขึ้น จะช่วยลดภาระให้กับแบงก์ชาติบางส่วน เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน เมื่อเป็นสัญญาต่างประเทศ หรือช่วยส่งเสริมให้คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศบางส่วนในช่วงที่เงินบาทแข็ง เช่น ธนาคารกรุงเทพ ไปลงทุนต่างประเทศเป็นแสนล้าน ช่วยแบงก์ชาติไป 3 บิลเลี่ยน แล้วค่าเงินบาทก็จะอ่อนเอง”
นายกอบศักดิ์ วิเคราะห์ว่า “ค่าเงินบาทแข็ง หรือ อ่อนค่า เพราะมีความต้องการซื้อขายที่แตกต่างกัน หมายถึง ในช่วงที่เงินไหลเข้าเยอะ เงินบาทก็จะแข็งค่า จึงต้องหาทางให้เงินบาทออกไปข้างนอกบ้าง โดยพยายามเปิดออกไป การคืนหนี้เพื่อให้เงินบาทไหลออกไปข้างนอก การคืนหนี้ก่อนเวลาก็ทำให้เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ การไปซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศเงินก็ไหลออก ทำให้เงินบาทอ่อนลง การทำสัญญาเป็นรูปดอลลาร์ เงินก็จะไหลออกเป็นรูปดอลลาร์เช่นกัน ทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้”
“ที่แบงก์ชาติทำอยู่ในขณะนี้ ออกมาพูดเรื่องเงินบาทให้มากขึ้นก็ช่วย เพราะคนอยากได้ยิน ถ้าแบงก์ชาติเงียบ คนก็คิดว่าค่าเงินบาทจะแข็งต่อ แต่ถ้าแบงก์ชาติเริ่มออกมาพูด มันแข็งเกินไปแล้วหรือเปล่า ซึ่งแข็งอยู่ประเทศเดียวทั่วโลก เป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นหัวใจ ถ้าเราขับเคลื่อนเรื่องนี่ได้ ปีหน้าค่าเงินบาททรงตัวก็จะช่วยเศรษฐกิจปีหน้า”
“ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของแบงก์ชาติแต่เพียงผู้เดียว แบงก์ชาติก็ใช้เงินรัฐบาล คนของรัฐบาล และเป็นปัญหาของทุกคน เพราะฉะนั้นส่วนที่เหลือของรัฐบาลมีหน้าที่ไปช่วย เหมือนข้าศึกมาประชิดชายแดน แบงก์ชาติเป็นแม่ทัพ มีหน้าที่สั่งรบ ซ้าย ขวา แต่ถ้าไม่มีเสบียงไปส่ง ไม่มีทัพอากาศหนุนเสริม ก็จะสู้ด้วยความยากลำบาก อิสรภาพ หมายถึงอิสรภาพในการสู้ ขณะเดียวกันการจะสู้ให้ได้ดี ต้องมีทัพเสบียงส่งไปช่วย ทัพบัญชาจากอากาศไปช่วย จะทำให้ต่อสู้ได้เต็มที่”
“แต่ถ้าปล่อยแบงก์ชาติไปสู้คนเดียว เราบอกเพียงว่า โชคดีนะ แบงก์ชาติก็ต้องตาย จะลำบาก เพราะหลายเรื่องอยู่นอกเหนืออำนาจของแบงก์ชาติ เช่น การประสานงานว่าจะคืนหนี้เมื่อไหร่ การประสานงานว่าจะไปลงทุนต่างประเทศเมื่อไหร่ นี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ เช่น บริษัท ปตท.จะไปลงทุนในสหรัฐฯ ที่โอไฮโอ ก็เป็นเงินก้อนใหญ่ ก็จะช่วยแบงก์ชาติได้ หรือ จะให้เงินออกไปทุกเดือน ออกไปทีเดียว รัฐบาลบริหารจัดการได้ ทำให้แบงก์ชาติไปรบโดยมีทัพเสริมอยู่ข้างหลัง สุดท้ายแบงก์ชาติ คือ แม่ทัพ ณ พรมแดน ตัดสินใจ แต่การไม่มีการหนุนเสริมจากรัฐบาลจะทำให้แบงก์ชาติทำงานยากขึ้นมาก เพราะโดดเดี่ยว เดียวดาย เพราะต้องต่อสู้กับทั้งโลก ไม่ง่าย”
เมื่อปัญหาค่าเงินบาท ลามจากแบงก์ชาติ มาถึงทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และทีมเศรษฐกิจ ย่อมนั่งไม่ติด
คลิกอ่าน >> พิษค่าเงินบาท “บรรยง” โยกเงินลงทุนต่างประเทศ 70% หยอก “วิ่งไล่ลุง”