ธปท.มองเงินบาทแข็งค่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
07 ม.ค. 2563 | 20:53น.
ธปท. ชี้ ค่าเงินบาทแข็งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เหตุธุรกิจขนาดใหญ่-เอสเอ็มอีไม่ลงทุน ทำช่องว่างการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้น มองใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหามิติเดียวไม่ได้ แนะร่วมมือแก้ปัญหาแบบองค์รวม ฉวยจังหวะดอกเบี้ยต่ำแก้ปัญหา
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการสัมมนา “Analyst Meeting” ครั้งที่ 1/2563 ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมามองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะหากดูเศรษฐกิจมหาภาค บางทีเรามองเหนือพ้นน้ำ ทำให้การทำนโยบาย ด้านอุปทานสำคัญมากกว่าอุปสงค์ ซึ่งปัญหาเขิงลึกกว่านั้นมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเงินบาทเป็นเพียงอาการและมีสาเหตุมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นหลัก
แต่หากมองปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลงลึกเข้าไป เป็นผลมาจากปัญหา “ช่องว่างการออมและการลงทุน” หรือ (S-I Gap) ซึ่งมาจากภาคธุรกิจไม่ได้ลงทุนมากเท่าที่ควรและเมื่อมองลึกลงไปอีกจะพบว่าเกิดจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจผูกขาดตลาดไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ลงทุนน้อยหรือไม่ลงทุน เป็นผลมาจากไม่มีความมั่นใจในการงทุน เพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นแหล่งจ้างงานหลัก หากไม่มีรายได้หรือไม่ลงทุน จะกระทบภาคการจ้างงานได้ของประเทศได้
เช่นเดียวกับ ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่ได้มาจากมิติด้านการเงินเพียงด้านเดียว แต่มาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ซึ่งนโยบายการแก้ไขปัญหาจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย เช่น ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี และดูธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย เพราะหากรายได้ไม่เพิ่ม และมีปัญหาหนี้ครัวเรือน ไทยก็ไม่สามารถออกจากวงจรนี้ได้
“เวลาพูดค่าเงินบาท ก็เหมือนอาการไข้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งแก้ไขด้วยนโยบายการเงิน เปรียบเหมือนให้พาราเซตามอน แต่อีกด้านอาจมาจากการอักเสบจากข้างในมากกว่า อาจต้องให้ยามากกว่ายาแก้ไข้ ซึ่งมาตรการด้านการเงินหลายอย่างที่ธปท.พยายามทำ แต่หากมีการอักเสบข้างในจำเป็นต้องมีนโยบานด้านอื่นๆ มาร่วมมือกันแก้ปัญหา เราต้องคิดในภาพใหญ่เป็นองค์รวม แต่หากมองว่าเป็นไข้ให้ยาไปเรื่อยๆ ก็จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหา อันนี้ก็คือโจทย์ที่กนง.ให้ความสำคัญมากเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำมากสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดีกว่าช่วงดอกเบี้ยสูง”