เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หั่นดอกเบี้ยกดดันกำไรแบงก์ ลดนำส่ง FIDF ไม่เพียงพอ

17 เม.ย. 2563 | 11:26น.

หุ้นกลุ่มแบงก์เผชิญสารพัดปัจจัยกดกำไรฮวบ “บล.เอเซีย พลัส” คาดกำไรทั้งปีหด 27% เจอพิษเศรษฐกิจทรุดฉุดสินเชื่อทั้งปีหดตัว 1.5% ขณะที่ภาระตั้งสำรองยังสูง-เอ็นพีแอลพุ่ง แถมล่าสุดมีปัจจัยใหม่หั่นดอกเบี้ยกู้อุ้มลูกค้าฝ่าโควิดฉุดกำไร แม้ ธปท.ลดเงินนำส่ง FIDF ช่วยผ่อนภาระ ฟาก “บล.เมย์แบงก์ฯ” ประเมินกำไรไตรมาสแรกวูบ 13%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยใหม่ ๆ ที่เข้ามากระทบผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์หลายปัจจัย ทั้งการต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนภาระเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากเดิม 0.46% เหลือ 0.23% ของฐานเงินฝาก เป็นเวลา 2 ปี (สิ้นสุดปี 2564) จึงได้เห็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการปรับคาดการณ์ผลประกอบการกลุ่มแบงก์กันใหม่

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยบริษัท ประเมินว่า ปัจจัยกดดันต่อธุรกิจธนาคารยังคงอยู่ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่กดดันการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าสินเชื่อทั้งระบบในปี 2563 นี้จะหดตัว -1.5% ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังมีแนวโน้มขยับสูงขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยในปีนี้ก็คาดว่าจะปรับตัวลดลงเช่นกัน จึงให้คำแนะนำการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ “น้อยกว่าตลาด” (underweight)

“ล่าสุด 7 แบงก์ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารทหารไทย (TMB) (รวมทั้งธนาคารธนชาต) ธนาคารกรุงศรีฯ (BAY) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR, MRR และ MLR ลง 0.40% ตอบรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีการปรับลดเงินนำส่ง FIDF เพราะต้องการให้กลุ่มแบงก์ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้ามากขึ้น”

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งประโยชน์จากการลดเงินนำส่ง FIDF ว่า ในส่วนของแบงก์ขนาดใหญ่ (KBANK, SCB, BBL และ KTB) จะมีกำไรสุทธิลดลงจากประมาณการเดิมเฉลี่ยราว 3-4% ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) นั้น อยู่บนสมมุติฐานที่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ทั้งหมด 3 ครั้งไปอยู่ที่ 0.5% ซึ่งไม่รวมการปรับลดต้นทุนเงินฝากของบางแบงก์ในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่มาตรการช่วยเหลือลูกค้าผ่านสินเชื่อซอฟต์โลน จะไม่กระทบต่อกลุ่มธนาคาร เพราะ ธปท.ให้แหล่งทุนที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกันกับมาตรการเลื่อนการชำระหนี้ให้ลูกค้า ก็จะไม่ส่งผลกระทบทางบัญชีเช่นกัน

“ผลกระทบจริง ๆ เราให้น้ำหนัก 3 ปัจจัยแรก ได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อที่ติดลบ การปรับลดดอกเบี้ย และแนวโน้มหนี้เสียที่ยังปรับขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบมากกว่า”

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มแบงก์ในปีนี้ไว้ที่ 1.47 แสนล้านบาท ลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยความเสี่ยงหลักมาจากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้ (ECL) แม้ว่าที่ผ่านมา ธปท.จะผ่อนผันเกณฑ์จัดชั้นให้ลูกหนี้อยู่ในระดับเดิมได้ (stage 1 และ stage 2) แต่เนื่องจากตามมาตรการบัญชีใหม่ (TFRS9) จะกระทบค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองโดยขึ้นอยู่กับโมเดลของแต่ละธนาคาร ซึ่งค่าใช้จ่ายสำรองสามารถปรับสูงขึ้นได้

ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มแบงก์ปีนี้ลง 22% เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อจะชะลอตัว, NIM ลดลง, รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยทรุด และต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้น จากผลกระทบโควิด-19 ที่ระบาด โดยแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/63 คาดว่าจะอ่อนแอลง โดยคาดว่าจะลดลงถึง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากแบงก์ต้องมีการตั้งสำรองหนี้เสียที่สูงขึ้น และรายได้มิใช่ดอกเบี้ยลดลง

รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอในไตรมาสแรก เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการชำระหนี้คืนตามฤดูกาล ขณะที่ NIM คาดว่าจะถูกกดดันจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมก็คาดว่าจะลดลง จากการขายกองทุนรวม ธุรกิจประกัน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ

ทั้งนี้ บล.เมย์แบงก์ฯให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร “เท่าตลาด” (neutral) เนื่องจากหุ้นกลุ่มธนาคารซื้อขายที่ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ปี 2563 ที่ 0.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 2.0 เท่า โดยหุ้นเด่น ได้แก่ BBL เนื่องจากงบดุลแข็งแกร่ง เงินทุน และเงินปันผลดี รวมถึงเพิ่มธนาคารทิสโก้ (TISCO) จาก “ถือ” (hold) เป็น “ซื้อ” (buy) จากการเน้นกลยุทธ์ทำกำไรมากกว่าขยายพอร์ตสินเชื่อ และลดคำแนะนำลงทุน KBANK จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุด จากลูกค้าเอสเอ็มอีที่สินเชื่อมีแนวโน้มด้อยคุณภาพมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอกเบี้ย