เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทองคำติดลบ…หลุด TOP 5 เงินทะลักหุ้นเทคฯ-สงครามวนลูป ‘กดราคา’
Finance ทองคำติดลบ…หลุด TOP 5 เงินทะลักหุ้นเทคฯ-สงครามวนลูป ‘กดราคา’
นายกฯ เผย 4 บิ๊กเอกชนจีน พร้อมลงทุนไทย 70,000 ล้าน เชื่อสร้างงานหลายหมื่น
Politics นายกฯ เผย 4 บิ๊กเอกชนจีน พร้อมลงทุนไทย 70,000 ล้าน เชื่อสร้างงานหลายหมื่น
“ศุภชัย เจียรวนนท์” ร่วมคณะนายกฯเยือนจีน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู
Economic “ศุภชัย เจียรวนนท์” ร่วมคณะนายกฯเยือนจีน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู
‘นาทีทอง’สปีดแก้คอร์รัปชั่น รัฐรับลูกตั้ง คตท.-กกร.อัดโพลรอบใหม่
Economic ‘นาทีทอง’สปีดแก้คอร์รัปชั่น รัฐรับลูกตั้ง คตท.-กกร.อัดโพลรอบใหม่
ส่องภูมิทัศน์ใหม่ “วัดเจดีย์หลวง” นับถอยหลัง 16 วัน พิสูจน์ “มรดกโลกที่มีชีวิต”
เศรษฐกิจภูมิภาค ส่องภูมิทัศน์ใหม่ “วัดเจดีย์หลวง” นับถอยหลัง 16 วัน พิสูจน์ “มรดกโลกที่มีชีวิต”
“ซาบีดา” ดันตั้งสภาชาติพันธุ์ ก.ย. นี้ จ่อคลอดแผนแม่บท 5 ปี
Politics “ซาบีดา” ดันตั้งสภาชาติพันธุ์ ก.ย. นี้ จ่อคลอดแผนแม่บท 5 ปี
อิหร่านชี้ MOU จบสิ้นแล้ว ปรามสายแข็งจวกการทูต-สงครามขยายวงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน
World อิหร่านชี้ MOU จบสิ้นแล้ว ปรามสายแข็งจวกการทูต-สงครามขยายวงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน
‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
Economic ‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
Business ‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
คนหลุด บัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย คลังยันคืนสิทธิหากอุทธรณ์ผ่าน
Finance คนหลุด บัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย คลังยันคืนสิทธิหากอุทธรณ์ผ่าน
ดูทั้งหมด

ตลาดทุนดิจิทัลในยุค New Normal (ตอนที่ 1)

31 ต.ค. 2563 | 10:10น.
ภาพประกอบข่าว อิเล็กทรอนิกส์-ดิจิทัล
โดย นางสาวอาชินี ปัทมะสุคนธ์
ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายธุรกิจตัวกลาง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

สวัสดีค่ะทุกท่าน แม้ว่าสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ในไทยจะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการปลดล็อคดาวน์และผู้คนกลับมาดำเนินชีวิตกันตามปกติภายใต้วิถีชีวิตยุคใหม่แบบ New Normal แต่ก็ยังต้องสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างต่อกันเพื่อลดการสัมผัส (contactless) ทำให้หลายคนเริ่มพูดถึงการก้าวสู่ยุคดิจิทัลที่มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างเต็มรูปแบบที่มีวิกฤตครั้งนี้เป็นตัวเร่ง

ลองนึกดูว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ผู้คนต้อง work from home หรือประชุมกันผ่าน video conference เกือบทั้งโลก หรือจะมีเหตุการณ์ใดที่จำกัดเราให้ต้องอยู่แต่บ้านโดยพึ่งพาการสั่งอาหารหรือช้อปปิ้งผ่านออนไลน์และชำระเงินด้วยช่องทาง Mobile Banking ซึ่งมูลค่าการทำธุรกรรมผ่านระบบเหล่านี้เติบโตขึ้นจนสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 และถึงแม้ว่าจะมีการคิดค้นวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสตัวนี้ได้

ผู้เขียนเองก็เชื่อว่าไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่ได้ปรับตัวให้เข้ากับยุค New Normal ไปแล้วนั้น อาจไม่กลับมาเป็นเช่นเดิมอีก ซึ่งในฝั่งของตลาดทุนไทยก็มีความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงขอเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนไทยในปัจจุบันและการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคต

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้การทำธุรกรรมของตลาดทุนไทยได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ชีวิตของผู้ลงทุนมีความสะดวกสบายมากขึ้นอยู่แล้วในหลายส่วน ทั้งการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นหรือหน่วยลงทุนผ่านมือถือ รับข้อมูลข่าวสาร บทความ หรือบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชัน และรับโอนเงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ผูกบัญชีไว้ได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน

แต่ยังมีอีกหลายประเภทธุรกรรมที่ในสถานการณ์ของโควิด-19 ไม่สามารถดำเนินการแบบดิจิทัลได้ เช่น การเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังต้องไปเปิดบัญชีที่สาขาธนาคาร การโอนหรือเปลี่ยนชื่อหลักทรัพย์เพื่อส่งมอบเป็นมรดกให้คนในครอบครัวที่ยังต้องไปดำเนินการกับนายทะเบียน การจองซื้อหลักทรัพย์ที่มีการออกเสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering) ก็ยังต้องกรอกใบจองซื้อที่เป็นกระดาษอยู่ หรือกระทั่งการจัดประชุมผู้ถือหุ้นที่ยังไม่สามารถจัดแบบออนไลน์ได้ 100% เพราะยังไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ที่เข้าร่วมประชุมว่าใช่บุคคลที่มีสิทธิหรือไม่

ก.ล.ต. จึงริเริ่มโครงการที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง (digital infrastructure) เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เข้ามาปรับใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกเครื่องกระบวนการที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมดจากต้นทางจนถึงปลายทาง (End-to-end process)

ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ การจองซื้อหลักทรัพย์ที่มีการออกเสนอขายครั้งแรก การซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนมีอยู่เดิม ไปจนถึงการทำธุรกรรมหลังการซื้อขายแล้วเสร็จ (post-trade) เช่น การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ลงทุน การโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองหลักทรัพย์ หรือกระทั่งการยื่นคำร้องเพื่อขอรับชำระหนี้กรณีที่หลักทรัพย์นั้นเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น

โครงการนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกรองรับวิถีชีวิตแบบดิจิทัลในยุค New normal แล้วยังช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการทำธุรกรรมของผู้ลงทุนลดลง หรือได้รับบริการผ่านระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้จะเริ่มทดลองการใช้งานจริงบางส่วนแบบวงจำกัดเฉพาะหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ภาคเอกชนในช่วงปี 2564 เป็นต้นไป เมื่อทดสอบจนมั่นใจว่าระบบใหม่ทั้งหมดไม่มีปัญหาแล้ว ก็จะทยอยเปิดให้ใช้งานจริงอย่างเต็มรูปแบบและพัฒนาระบบให้รองรับหลักทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ต่อไป

สำหรับประโยชน์ของระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง (digital infrastructure) ที่มีต่อผู้ลงทุนไทยโดยตรงนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายด้าน ซึ่งผู้เขียนจะขอทยอยเล่าให้ทุกท่านได้ฟังโดยขอเริ่มจากจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ตลาดทุนซึ่งก็คือ การเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือการทำ Customer Onboarding นั่นเอง

กระบวนการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงก่อนหน้านี้อาจจำเป็นต้องมีการพบปะกันระหว่างบริษัทผู้ให้บริการ (เช่น บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) กับผู้ลงทุนเพื่อทำความรู้จักลูกค้า หรือที่เรียกว่า Know Your Client (KYC) โดยผู้ลงทุนจะให้ข้อมูลต่าง ๆ ในแบบคำขอเปิดบัญชีทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน หรือ Suitability test และแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนต่อเจ้าหน้าที่ของผู้ให้บริการ หลังจากนั้นผู้ให้บริการก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนพิจารณาการเปิดบัญชี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 – 7 วันทำการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละแห่ง และเมื่อจะมีการเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการรายใหม่ ผู้ลงทุนก็จะต้องให้ข้อมูลเดิมซ้ำโดยไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วกับผู้ให้บริการรายเดิมมาใช้งานได้

ก.ล.ต. จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้การเข้าสู่ตลาดทุนเป็นเรื่องง่าย โดยพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (digital infrastructure) ที่เอื้อให้ผู้ให้บริการทุกรายใช้งาน แบบฟอร์มมาตรฐาน (Single form) สำหรับการเปิดบัญชีลงทุนในผลิตภัณฑ์ตลาดทุนทุกประเภทโดยใช้ชุดข้อมูลที่เหมือนกันทั้งอุตสาหกรรม

ทำให้ผู้ลงทุนกรอกข้อมูลเปิดบัญชีเพียงครั้งเดียวก็สามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ทุกประเภทในตลาดทุนได้ อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งยังสามารถ reuse หรือเรียกใช้ข้อมูลที่เราเคยให้ไว้แล้วในการเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการรายหนึ่ง นำไปใช้เปิดบัญชีกับผู้ให้บริการรายอื่นได้ด้วย

วิธีการใช้ Single form ก็ไม่ยาก เมื่อเราได้กรอกแบบฟอร์มเพื่อเปิดบัญชีลงทุนกับผู้ให้บริการรายใดไว้แล้ว หากต่อมาผู้ลงทุนสนใจเปิดบัญชีลงทุนกับผู้ให้บริการรายใหม่ ก็สามารถแจ้งไปยังผู้ให้บริการรายเดิมที่เคยเปิดบัญชีไว้ให้ส่งชุดข้อมูลเปิดบัญชีของเราไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง (digital infrastructure) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการทุกรายไว้ด้วยกันได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที โดยผู้ลงทุนเพียงแค่ลงชื่อรับรองความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลไว้ให้ผู้ให้บริการรายใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในรูปแบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-signature)

นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนประสงค์จะให้ข้อมูลแก่ผู้ให้บริการรายใหม่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ใน Single form ก็สามารถทำได้ เนื่องจากบางประเภทบริการอาจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากผู้ลงทุนที่มากกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จากที่ไหนหรือเมื่อใดก็ได้ (anywhere anytime) ผ่านระบบออนไลน์ของผู้ให้บริการ

ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (digital infrastructure) ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ลงทุนในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (NDID) เพื่อประโยชน์ในการทำ KYC ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-KYC) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบดิจิทัลได้ 100% ไปจนถึงการสร้างตัวช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถดูพอร์ตการลงทุนรวมทั้งหมดของตนเอง (Account aggregation) ผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเปิดบัญชีไว้กับผู้ให้บริการกี่รายก็ตาม ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในภาพรวม ซึ่งผู้เขียนจะทยอยเล่าให้ทุกท่านได้ฟังกันต่อไปในบทความครั้งหน้า แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ

*ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์