คอลัมน์สถานีลงทุน ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
เดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ ถือว่าเป็นเดือนที่ราคาทองคำปรับลดลงรุนแรงในรอบ 2 ทศวรรษ จากที่ราคาทองคำ spot ลดลงถึง 6.5%
จากโดยปกติราคาทองคำ spot ในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเดือนที่ราคาปรับขึ้นโดดเด่นในรอบปี โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่ได้รับอานิสงส์ทางบวกจาก seasonal effect ที่เป็นความต้องการทองคำจากเอเชียในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน
แต่ปีนี้กลับลดลงต่อเนื่องมาถึงเดือนมีนาคมที่ราคาทองคำ spot ยังคงปรับลดลงต่อเนื่องจนหลุด 1,700 ดอลลาร์
โดยปัจจัยลบที่กดดันให้ราคาทองคำปรับลดลงแรงมี 5 ปัจจัย ได้แก่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น การเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 แรงเทขายทองคำจากกองทุนอีทีเอฟทองคำ และราคาทองคำทางด้านปัจจัยด้านเทคนิคเป็นขาลง
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในเดือนมีนาคม ถ้าเริ่มจากปัจจัยลบก่อน ยังคงต้องจับตาปัจจัยหลักเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ การเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 และแรงเทขายทองคำจากกองทุนอีทีเอฟทองคำ ซึ่งปีที่แล้วกองทุนอีทีเอฟทองคำเข้าซื้อทองคำ 877 ตัน ทำให้กองทุนอีทีเอฟทองคำถือครองทองคำทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3,752 ตัน ถือเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำในปีที่แล้ว
แต่ในปีนี้แรงเทขายทองคำจากกองทุนอีทีเอฟทองคำเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ในปีนี้กองทุนอีทีเอฟทองคำขายทองคำรวมทั้งสิ้น 125 ตัน (ข้อมูลถึงวันที่ 5 มีนาคม) สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มลดการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตการลงทุน

ท่ามกลางปัจจัยลบต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาหลายปัจจัย แล้วมีปัจจัยบวกอะไรให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้หรือไม่
น่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความแพงของตลาดหุ้นสหรัฐ สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ทางสภาคองเกรสสหรัฐได้ลงมติเห็นชอบต่อร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น แต่มองว่าราคาหุ้นในตลาดสหรัฐที่ปรับขึ้นมามากทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าตลาดหุ้นเริ่มแพง ซึ่ง P/E ของ S&P500 ปัจจุบันสูงถึง 39 เท่า ทำให้อาจมีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าลงทุนทองคำเพื่อช้อนซื้อ เพราะมองว่าราคาทองคำปรับลดลงค่อนข้างมาก
ส่วนการประชุมเฟดในเดือนนี้ คาดว่าเฟดยังผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป ทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่สำคัญ น่าจะเป็นการแถลงของประธานเฟดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต
ซึ่งล่าสุด ประธานเฟดแถลงว่า การที่สหรัฐกลับมาเปิดเศรษฐกิจหลังมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อยังไม่รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้คาดการณ์ว่า เฟดจะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% ต่อไปอย่างน้อย 2-3 ปี
แนวโน้มราคาทองคำในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนมีนาคมคาดจะสดใสขึ้น โดยราคาทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,680-1,780 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศได้รับอานิสงส์ทางบวกจากเงินบาทที่กลับทิศทางอ่อนค่าลง คาดการณ์ว่าราคาทองแท่งในประเทศจะเคลื่อนไหวในกรอบ 24,400-25,600 บาท