อาคม เติมภูมิคุ้มกันใหม่ ผ่อนคลายนโยบายการเงิน บริหารการคลังนอกตำรา

เกือบ 2 ปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ส่งผลสะเทือนต่อมวลมนุษยชาติทุกมิติ

ด้านสุขภาพ เกิดความเจ็บป่วย-เสียชีวิตนับล้าน

ด้านเศรษฐกิจ อัตราการขยายอยู่ในแดนลบ

มาตรการเยียวยา และแนวทางปกป้องประชาชนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันใหม่ เดินคู่ขนานมาตรการฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ เพื่อก้าวผ่านวิกฤต คืนสภาวะปกติอย่างยั่งยืน คือทางออกของทุกรัฐบาลทั่วโลก ประเทศไทยก็เช่นกัน

“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไขคำตอบและแนวทางดังกล่าวไว้ในปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ หัวข้อ “สร้างภูมิคุ้มกัน-ฝ่าภัยโควิด”

ล็อกดาวน์นานเพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

“อาคม” กล่าวว่า เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ประชาชนจะได้รับผลกระทบ มีการเจ็บป่วย ซึ่งจะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับโรคได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องการเดินทาง และชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งก็เป็นต้นทุนทางด้านเศรษฐกิจ

“ถ้ายิ่งปิดประเทศนาน ล็อกดาวน์นาน ต้นทุนก็จะยิ่งสูงขึ้นไป แต่การระบาดรอบสอง รอบสามที่รุนแรงทำให้เรากังวล” นายอาคมกล่าว

ล่าสุด ธนาคารโลกเพิ่งปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ลงจากระดับ 2% เหลือ 1% ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ค่อนข้างมาก จากเดิมคาดว่าจะโตได้ 2-3% ซึ่งเหตุผลที่ปรับมาจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิดเป็นสำคัญ

ฉีดวัคซีนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

“แต่เราก็เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยรัฐบาลให้หลักประกันว่า ภายในเดือน ธ.ค.นี้ อัตราการฉีดวัคซีนของไทยจะได้ 70% ของจำนวนประชากรแน่นอน ปริมาณวัคซีนที่สั่งซื้ออยู่ในขณะนี้ ถึง ณ สิ้นปี เราจะมีวัคซีน 178 ล้านโดส เพียงพอสำหรับ 70% ของประชากรไทย แต่รัฐบาลไม่ได้หยุดแค่นี้ ในปีหน้า ก็มีการสั่งซื้อวัคซีนเพื่อฉีดเข็มที่ 3 อีก 120 ล้านโดส ดังนั้นในแง่ปริมาณวัคซีน ไม่มีปัญหา” นายอาคมกล่าว

เทรนด์โลกใช้จ่าย-กู้เงินเพิ่ม รับมือวิกฤต

“อาคม” กล่าวว่า ธนาคารโลกยังชี้ว่า ในยามวิกฤตโควิด ไม่ว่ารัฐบาลประเทศใดก็ต้องใช้เงินมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมีวิธีการคือ 1.การทำงบประมาณแบบขาดดุล 2.การกู้เงินเพิ่มเติม จึงทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มในระยะสั้น ๆ หรือในช่วง 2-3 ปี

“สำหรับไทย ในปี 2563 รัฐบาลก็กู้เงินมาเพื่อแก้ปัญหาโควิด มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และปีนี้ก็มีการกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ยอดรวม 1.5 ล้านล้านบาท ก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งมี 2 ประเด็น คือ ยอดหนี้กับสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี โดยสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่จีดีพีไม่เพิ่ม จีดีพีติดลบ คือรายได้ของประเทศลดลง” นายอาคมกล่าว

สำหรับในปี 2564 หลายสำนักปรับลดประมาณการจีดีพีลงมา เพราะคาดการณ์ว่ารายได้ประเทศจะไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากรายได้ 12% ของจีดีพี มาจากการท่องเที่ยว ที่ยังไม่ฟื้น แต่ปีนี้ยังคาดว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ เพราะมาจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ดังนั้น จึงต้องป้องกันฐานการผลิต ด้วยระบบบับเบิลแอนด์ซีลที่จำเป็น

“แน่นอนว่าเมื่อจีดีพีไม่ขยายตัว หรือขยายตัวน้อย ก็ทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าจีดีพีปีหน้ากลับมาขยายตัวได้ สัดส่วนหนี้ก็จะลดลง ซึ่งแต่เดิมคาดการณ์ว่าจีดีพีปี 2565 จะขยายตัวได้ 4-5% แต่ขณะนี้หลายฝ่ายก็มองว่าอาจจะได้ 3-4% ก็ถือว่าดีกว่าติดลบ” นายอาคมกล่าว

เตรียมแผนปฏิรูปภาษีหารายได้เพิ่ม

ด้านรายได้ จะต้องปิดช่องว่าง เพื่อให้การขาดดุลงบประมาณลดลงไปในอนาคต ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องปฏิรูป หรือปรับโครงสร้างรายได้ โดยในปีงบประมาณ 2565 นี้ จะขาดดุล 7 แสนล้านบาท คือรายจ่ายมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้อยู่ประมาณ 7 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะมีข้อจำกัด จากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในปี 2563-2564 ที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ จึงกระทบรายได้ภาษี รวมถึงการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ

“การจัดเก็บรายได้ แน่นอนว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ทางธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บอกกับทุกประเทศว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วควรจะต้องปฏิรูปเรื่องนี้ ซึ่งบางประเทศก็ทำทันทีแม้จะอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ของเรา ก็ต้องดูจังหวะเวลาที่จะขยายฐานรายได้ ซึ่งก็จำเป็น เพราะเรามีค่าใช้จ่ายมาก โดยเราจำเป็นต้องปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ทั้งการขยายฐาน การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้มีความสะดวก และมีคนมาร่วมมากขึ้น” รมว.คลังกล่าว

ทั้งนี้ การขยายฐานภาษี เพื่อในเวลาที่เกิดวิกฤต ความช่วยเหลือของรัฐบาลจะสามารถตรงไปที่ผู้เสียภาษีได้ทันที จึงต้องให้เอสเอ็มอีที่มีอยู่จำนวนมาก และไม่ได้อยู่ในระบบ ต้องเข้ามาลงทะเบียน เพื่อให้การช่วยเหลือได้ตรงจุด

ภูมิคุ้มกันใหม่ 3 ระดับสำหรับเศรษฐกิจไทย

“อาคม” กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ มี 3 ระดับ ได้แก่ 1.การบริหารเศรษฐกิจมหภาค 2.ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง คือ ภาคการผลิต และภาคบริการ รวมถึงการส่งออกที่สร้างรายได้ให้ประเทศ และ 3.แรงงาน


โดยในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงินกับนโยบายการคลังต้องประสานกัน โดยนโยบายการเงินต้องผ่อนคลาย เพื่อให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินการได้

นโยบายการเงินการคลังต้องนอกตำรา

“ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ เรากู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แล้วเอามาใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ นโยบายการเงินต้องรีบออกมาจัดการ เพราะการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจที่มากเกินไป ทำให้เกิดเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป แต่ช่วงเวลานี้การกู้เงินของเราเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ นโยบายการเงินก็ต้องผ่อนคลาย ก็ผ่อนคลายกันทุกประเทศ ต้องทำนโยบาย นอกตำรา ตำราเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา อาจจะต้องพับไว้สักพัก เพราะเวลานี้ประชาชนเดือดร้อน” รมว.คลังกล่าว

โดยภูมิคุ้มกันด้านการคลังนั้น 1.เดิมกำหนดหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่เมื่อวันที่ 20 ก.ย. คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังก็ได้ปรับเพดานขึ้นไปเป็น 70% เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลมีช่องที่จะใช้เงินในอนาคตในกรณีจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่า ขยับเพดานขึ้นไปแล้วจะต้องกู้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2565 ซึ่งมีการก่อหนี้ใหม่ ส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังจำเป็น ซึ่งคาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะในเดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ 62%

2.ภาระหนี้ของรัฐบาลต่อรายได้ประจำปี ต้องไม่เกิน 35% ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 31% 3.หนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ต้องไม่เกิน 10% ซึ่งเวลานี้อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น 4.หนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้การส่งออก ต้องไม่เกิน 5% ปัจจุบันอยู่ที่ 0.06%

“แต่ในอนาคตอาจจะต้องพิจารณา ว่าเมื่อช่วงเศรษฐกิจฟื้นเอกชนอาจจะต้องการเม็ดเงินจากตลาดเงินในประเทศ รัฐบาลก็อาจจะจำเป็นต้องไปกู้ต่างประเทศบ้าง ก็อยู่ที่ภาวะตลาด หากภาวะตลาดการเงินในประเทศตึงตัว รัฐบาลก็สามารถจะไปกู้เงินจากต่างประเทศได้ แต่นโยบายตอนนี้คือใช้สภาพคล่องภายในประเทศ” รมว.คลังกล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายว่าจะต้องลดการขาดดุลงบประมาณลงให้ได้ เพราะขาดดุลมาเป็นเวลานาน โดยหากเศรษฐกิจปี 2565 ขยายตัว 3-4% ตามที่มีการคาดการณ์กัน ปีต่อไปก็จะโตได้ 4-5% ดังนั้นเมื่อจีดีพีเพิ่ม สัดส่วนหนี้ก็จะลดลง

ส่วนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ต้องทำความคุ้นเคยกับโควิด ขณะเดียวกันสิ่งที่เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็คือ เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไม่ว่าการดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำธุรกิจ ก็ต้องนำดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันภาวะที่โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการขนส่ง โดยรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะปรับการใช้รถยนต์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เป้าหมายปี 2030

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง BCG economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

กระตุ้นจับจ่ายปลุกเศรษฐกิจปลายปี

รมว.คลังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการที่จะพยุงเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปลายปีนี้จนถึงปีใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอาจจะติดลบอีกปี แต่รัฐบาลจะไม่ให้ติดลบ โดยจะเสริมมาตรการด้านการใช้จ่ายเข้าไปกระตุ้นการบริโภค และเอสเอ็มอีที่ยังเดือดร้อนกันอยู่

“จะมีมาตรการออกมาช่วยในช่วง 1-2 เดือน และเลยไปถึงปีใหม่ด้วย เพื่อให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย” รมว.คลังกล่าวทิ้งท้าย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ