ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ” ฟื้นตัว

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ทุบสถิติใหม่ 168.69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสอัพไซต์ต่อเนื่องถึงปี 65 จาก “ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ” ฟื้นตัว

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)  เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนต.ค. 64 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ม.ค.64) อยู่ที่ระดับ 168.69 สูงสุดตั้งแต่เริ่มทำการจัดทำดัชนี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.2% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”

นักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือแผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด -19  และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยในเดือน ต.ค.จะต่างจากเดือน ก.ย.และ ส.ค.ที่ผ่านมาที่ความคาดหวังหลักจะเป็นเรื่องของการกระจายฉีดวัคซีน

ขณะที่เดือนนี้ความคาดหวังของนักลงทุนมาอยู่ที่การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกหลัก  แต่ยังคงมองว่าการท่องเที่ยวในประเทศปีนี้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงน้อยอยู่ทำให้อาจจะยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมากนัก

สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิด -19 ระลอกใหม่หลังเปิดประเทศ ทั้งนี้หลังจากเปิดประเทศหากมีการกลับมาระบาดอีกครั้ง เชื่อว่ารัฐบาลจะมีแผนการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวรองลงมาคือเรื่องของการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

โดยในเดือนต.ค. SET INDEX  ปิดที่ 1,623.43 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 63 สูงขึ้นจากเดือนก่อนก.ย. ที่ 1.1% โดยได้ผลกระทบในเชิงบวกจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการออกมาตรการท่องเที่ยวทั้งโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย

รวมถึงแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศของภาครัฐ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยมีมูลค่าซื้อสุทธิกว่า 15,773.15 ล้านบาท ในเดือนต.ค. ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีน โควิด-19 ในประเทศไทย ครอบคลุมกว่า 70% ของจำนวนประชากรสำหรับเข็มแรก และเกือบ 50% สำหรับเข็มสอง


ส่วนปัจจัยในต่างประเทศจากวิกฤติพลังงานโลกที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจจีนและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไต้หวัน รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (Stagflation) ที่จะส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้นจากการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าระดับปกติมากในหลายประเทศ

นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสอัพไซด์อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังมีสภาพคล่องที่สูงและไม่มีปัญหาเรื่องของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนที่หลายๆประเทศกำลังเผชิญ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  รวมถึงการกระจายฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นก็เป็นส่วนสำคัญให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ