SCBX เสริมแกร่งยานแม่ ทุ่มลุยสินทรัพย์ดิจิทัลต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ

SCBX คริปโต

การประกาศเข้าลงทุนใน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online) ของ “กลุ่มเอสซีบี เอกซ์” (SCBX) ยานแม่ลำใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยส่งบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เข้าไปถือหุ้นใหญ่ 51% ด้วยมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 17,850 ล้านบาท ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ภาพการรุกเข้าสู่ธุรกิจ “สินทรัพย์ดิจิทัล” (digital asset) ของกลุ่มไทยพาณิชย์ที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

เนื่องจาก “บิทคับ” (Bitkub) เป็นแพลตฟอร์มเทรดเหรียญดิจิทัลรายใหญ่ในประเทศไทย เพราะครองส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) มากกว่า 90% จากจำนวนผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งสิ้น 7 ราย

ขณะเดียวกัน ล่าสุด บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) บริษัทในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ซึ่งเป็นอีกบริษัทภายใต้ “กลุ่มเอสซีบี เอกซ์” ก็เพิ่งได้รับอนุญาตเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเค็นดิจิทัล (ICO portal) จากสำนักงาน ก.ล.ต.ไป โดยหลังได้รับไลเซนส์ ทาง “กลุ่มเอสซีบี เอกซ์” ก็ประกาศเตรียมเดินหน้าบุกให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจโทเค็นดิจิทัลครบวงจรแบบเต็มรูปแบบทันที ตั้งเป้าเป็นองค์กรชั้นนำในอาเซียนด้าน digital asset tokenization ภายในปี 2568

ก่อนหน้านี้ SCB 10X ยังได้ร่วมทุนกับ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) จัดตั้งบริษัทแห่งใหม่ บริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (TPOP) โดยถือหุ้น 40% เพื่อบริหารศิลปินและแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งเป้าหมายพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถรองรับการทำ NFT (nonfungible token) ได้

รวมถึง SCB 10X ยังได้ลงทุนใน APE BOARD แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับติดตามข้อมูลและบริหารจัดการการลงทุนใน digital asset ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 350,000 คน และยังเป็นหนึ่งผู้ร่วมลงทุนในการระดมทุนรอบ series C มูลค่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐ ของ Anchorage แพลตฟอร์มรับฝากสกุลเงินดิจิทัลแก่นักลงทุนสถาบัน ซึ่งถือเป็นการต่อยอดนำเอาองค์ความรู้มาใช้ในการพัฒนาให้บริการลูกค้า SCB ที่สนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

ผนึกกำลังเครือ ซี.พี.

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา “SCB 10X” ยังได้จับมือกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG) จัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน (financial technology) ในด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน decentralized finance ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกิดใหม่อื่น ๆ อีกด้วย

มุ่ง “เทคคอมปะนี” เต็มกำลัง

ภาพทั้งหมดนี้ เป็นไปตามคำประกาศของ “อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้กล่าวไว้ในการแถลงปรับโครงสร้างธุรกิจ แปลงร่างจาก SCB เป็น SCBX เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา

“เราจะมีการทรานส์ฟอร์มบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ หรือ SCBS เป็นเรือธงในการทำเรื่อง digital asset โดยโฟกัสการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และเน้นเรื่องการลงทุน ล่าสุด ก็ได้มีการจับมือกับ CPG ในการจัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนใน financial technology ในด้านต่าง ๆ”

เรียกได้ว่า ไทยพาณิชย์กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจจากธุรกิจแบงก์แบบดั้งเดิมไปสู่บริษัทเทคโนโลยี หรือ “เทคคอมปะนี”

ปักหมุด 5 ปีผงาดระดับภูมิภาค

โดยหมุดหมายสำคัญภายใต้ยานแม่ลำใหม่ ก็คือ เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2568 กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ จะก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค ที่มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านคน จากปัจจุบัน 16 ล้านคน พร้อมกับการทำกำไรเพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่า ด้วยมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท

เทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัลบูม

ปัจจุบันคนไทยสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้น โดย “จอมขวัญ คงสกุล” ผู้ช่วยเลขาธิการ สายระดมทุน ก.ล.ต. เคยระบุว่า คนที่ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนเปิดบัญชีเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ นับตั้งแต่ปี 2561 ที่มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมาบังคับใช้ โดยในปี 2562 มียอดบัญชีกว่า 100,000 บัญชี ต่อมาปลายปี 2563 เพิ่มเป็นกว่า 200,000 บัญชี และล่าสุดปี 2564 ทะลุ 1,600,000 บัญชีไปแล้ว

“ถ้าเทียบการเปิดบัญชีหุ้นช่วงระยะเวลา 20-30 ปี ยังมีจำนวนบัญชีหุ้นแค่ 1,800,000 บัญชีเท่านั้น สะท้อนพัฒนาการที่ต่างกันค่อนข้างมาก” ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าว


ขาใหญ่หุ้น VI เตือนความเสี่ยง

ขณะที่ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor) ให้มุมมองไว้ว่า การที่ SCBX ยอมจ่ายเงินมูลค่าสูง เพื่อซื้อหุ้น Bitkub Online วัดจากปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ในช่วง 9 เดือนของบิทคับในปีนี้ คิดเป็นเงินระดับ 1 ล้านล้านบาท โดยหนุนให้บิทคับมีรายได้กว่า 3,000-4,000 ล้านบาท และทำกำไร 1,500 ล้านบาท

แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยง เพราะตลาดการซื้อขายเงินเหรียญปีต่อ ๆ ไปอาจจะไม่บูม และถ้านับตามราคาของบิตคอยน์หรือคอยน์อื่น ๆ รายได้ก็จะหายไปได้มาก ขณะที่คู่แข่งซึ่งก็มีอยู่หลายแห่ง และอนาคตอาจจะรวมถึงรายที่มาจากต่างประเทศ จะเข้ามาแข่งได้อย่างจริงจังมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว การเบนเข็มสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มกำลังของ “กลุ่มเอสซีบี เอกซ์” ครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ คงต้องติดตามกันต่อไป

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ