“อาคม” แนะรัฐจับมือเอกชน ดันส่งออกโต 10% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ขนส่งสินค้าทางเรือ

รมว.คลัง แนะรัฐจับมือเอกชน แก้อุปสรรคการส่งออก หนุนขยายตัวได้ 10% จากเดิมคาดการณ์เพียง 5% ชี้เป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หวั่นท่องเที่ยวปีนี้เข้ามาน้อยกว่าคาดไว้ 7 ล้านคน

วันที่ 30 มีนาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายการเงินการคลังกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565” ในงานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ว่า

การส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565 โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวกว่า 17-18% โดย 2 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกก็ขยายตัวได้กว่า 12% ซึ่งหากผลักดันให้ปีนี้สามารถเติบโตให้ได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5% เป็น 10% นั้น ก็จะช่วยในแง่ภาพรวมของเศรษฐกิจ

“การส่งออกมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยปีนี้ภาคเอกชนประเมินว่า การส่งออกจะสามารถขยายตัวได้ที่ 5 % ขณะที่กระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัว 3.6-4%

อย่างไรก็ดี หากผลักดันให้การส่งออกสามารถเติบโตเป็น 10% ได้ จะช่วยในภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งปีนี้กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.5 -4.5% ก็ถือว่าเป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วฐานการส่งออกค่อนข้างสูง”

ทั้งนี้ อุปสรรคที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกสินค้าทางเรือขณะนี้ คือ ค่าระวางเรือ และค่าตู้คอนเทนเนอร์ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ประกอบการมีปริมาณคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลดีทำให้การส่งออกในภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น



อย่างไรก็ตาม ในส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าถึงสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ได้มอบหมายให้แบงก์รัฐได้เข้าไปช่วยเหลือแล้ว รวมทั้งยังได้กำชับไปยังกรมสรรพากร ถึงการเร่ดรัดการคืนภาษี ที่ยังมีความล่าช้า ให้รวดเร็วขึ้น

“หากภาครัฐช่วยลดอุปสรรคของผู้ส่งออกได้ และช่วยเพิ่มความสะดวกในเรื่องของโลจิสติกส์ และสภาพคล่อง ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2565 ขยายตัวได้ถึง 10% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็อยากให้ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมมือกันเบ่งหรือเพิ่มอัตราการเติบโต เพื่อทำให้การส่งออกทั้งปี 2565 โตถึง 10% เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักวิเคราะห์จากภาคสถาบันการเงินที่มองว่าส่งออกไทยปีนี้จะเติบโตแค่ 5%”

นายอาคม กล่าวว่า ภาคการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญ เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่ทั้งปีได้ตั้งเป้ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 7 ล้านคน อย่างไรก็ตามจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทามาไทยแล้วเพียง 4 แสนคน

ดังนั้นถ้าหากตัวเลขอยู่ในระดับนี้ ทั้งปีจะได้ 1.6 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลหลังจากนี้เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น ก็จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น แม้หลายประเทศยังคงจำกัดเรื่องของการเดินทาง แต่ขณะนี้ทางฝั่งยุโรปก็ได้ผ่อนปรณในเรื่องของการเดินทางมากขึ้นแล้ว

ขณะที่รายได้ตัวถัดมา คือ จากภาครัฐ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ งบลงทุน โดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจเองก็ทำได้ดี เมื่อเทียบกับปี 2564 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชน แม้หลายส่วนจะมองว่า

ภาคเอกชนจะมีการชะลอการลงทุนเนื่องจากความไม่มั่นใจสถานการณ์สงครามรัสเซียและยูเครน แต่ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ภาคเอกชนก็ได้มีการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือลงทุนใหม่แล้ว ผ่านการออกหุ้นกู้ เป็นต้น

“มองในแง่ของปริมาณ หรือ ตัวเลขจีดีพี ในปี 65 ไม่น่าจะมีปัญหา แต่อาจมีปัญหาในเชิงราคา จากราคาพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้อนุมัติมาตรการช่วยค่าครองชีพขอประชาชนแล้วเป็นเวลา 3 เดือน แต่ยังต้องดูในส่วนของราคาสินค้า ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปกำกับและควบคุมราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน”

ทั้งนี้ เสถียรภาพทางด้านราคา หรือ เงินเฟ้อนั้น กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตั้งเป้าหมายกรอบเงินเฟ้อไว้ที่ 1-3% ซึ่งจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ยังเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้


ซึ่งภาคเอกชนก็ได้มองว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะไม่สูงมาก และยังไม่ได้รับผลกระทบ ยกเว้นหากราคาน้ำมันดิบดูไบมีการปรับราคาไปสูงถึง 150 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งยังไม่มีมุมมองว่าจะขึ้นไปถึงระดับนั้นได้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ