คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ไม่ได้ทำให้ตลาดตื่นตกใจ สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% สูงสุดในรอบ 22 ปี เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์และตามที่เฟดได้ส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับไปสู่ระดับ 0.75 ถึง 1% เพื่อต่อสู้ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
แถลงการณ์ของเฟดชี้ว่า คณะกรรมการให้ความเอาใจใส่อย่างมากต่อความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงอย่างยืดเยื้อ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามากดดันตั้งแต่ต้นปี ทั้งมาตรการล็อกดาวน์ของจีนเพื่อควบคุมโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะทำให้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักอยู่แต่เดิม เกิดการสะดุดมากขึ้นไปอีกจนไปกระตุ้นเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐยังมีความแข็งแกร่ง สามารถรับมือนโยบายการเงินตึงตัวได้ เพราะถึงแม้จีดีพีไตรมาสแรกจะหดตัว แต่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและธุรกิจแข็งแกร่งมาก
ด้าน “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงว่า เงินเฟ้อในขณะนี้สูงเกินไป เฟดเข้าใจถึงความยากลำบากของชาวอเมริกันที่เกิดจากเงินเฟ้อโดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ เฟดจึงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อดึงเงินเฟ้อลงมา พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งมากและอยู่ในสถานะที่ดีพอที่จะรับมือนโยบายการเงินตึงตัว “เราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะซอฟต์แลนดิ้งได้ แม้นโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้น”
ประธานเฟดกล่าวอีกว่า คณะกรรมการมุ่งมั่นอย่างมากที่จะรักษาเสถียรภาพราคา ถึงแม้ว่ามันอาจจะทำให้การลงทุนของภาคธุรกิจและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอลง และเศรษฐกิจเติบโตช้าลงก็ตาม แต่การรักษาเสถียรภาพราคาสุดท้ายแล้วจะเป็นผลดีกับทุกคน “ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่งมากพอที่จะทนทานต่อการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งต่อ ๆ ไป โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอย หรือทำให้เกิดการว่างงานอย่างมีนัยสำคัญ”
ส่วนประเด็นที่ว่าครั้งต่อ ๆ ไป เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 0.75% ประธานเฟดกล่าวว่า แผนที่มีอยู่ในมือขณะนี้คือขึ้นเพียง 0.5% ในครั้งต่อไป คณะกรรมการยังไม่ได้พิจารณาถึงการขึ้น 0.75%
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่ามากที่สุดนับจากเดือนพฤษภาคมปี 2000 ซึ่งในเวลานั้นเฟดขึ้นดอกเบี้ยจนไปแตะ 6.5% เพื่อสกัดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจไอทีและอินเทอร์เน็ต แต่หลังจากผ่านไป 7 เดือนเฟดต้องหั่นดอกเบี้ยลงเมื่อเศรษฐกิจเกิดการถดถอย บวกกับเหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐเมื่อเดือนกันยายน 2001 ตามด้วยสงครามถล่มอิรัก ทำให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยต่อเนื่องจนเหลือเพียง 1% ภายในกลางปี 2003
มาในครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์บางคนกังวลว่า เฟดอาจต้องเผชิญความยุ่งยากอย่างเดียวกับปี 2000 กล่าวคือล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อในตอนที่เงินเฟ้อพุ่งสูง แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวก็กลับใช้นโยบายการเงินตึงตัว ทั้งนี้ที่ผ่านมานัเศรษฐศาสตร์หลายคนวิจารณ์ว่าเฟดใช้วิธีไล่ตามหลังเงินเฟ้อแทนที่จะดักหน้าเงินเฟ้อ
สำหรับแผนการลดขนาดงบดุลของเฟดที่โป่งพองมากถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์นั้น เฟดระบุว่า จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายน 2022 เดือนละ 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์ จากนั้นพอถึงเดือนกันยายนจะเพิ่มเป็นเดือนละ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐตอบสนองอย่างคึกคัก ดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้น 932.27 จุด หรือ 2.81% ปิดที่ 34,016.06 จุด เอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้น 124.69 จุด หรือ 2.99% ปิดที่ 4,300.17 จุด แนสแดคเพิ่มขึ้น 401.10 จุด หรือ 3.19% ปิดที่ 12,964.86 จุด เนื่องจากนักลงทุนโล่งใจที่เฟดระบุว่าครั้งต่อไปจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเกิน 0.5% และจะไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอย
“แกรี คอห์น” อดีตประธานโกลด์แมน แซกส์ และอดีตประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ว่า นักลงทุนชื่นชมการสื่อสารที่ชัดเจนของประธานเฟด ทำให้ตลาดคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์รออยู่ข้างหน้า ประธานเฟดดำเนินการแบบสายกลาง ไม่สุดขั้ว
“ตลาดถูกฝึกให้ชอบความโปร่งใสและเราได้รับความโปร่งใสนั้น” คอห์นระบุและว่า เชื่อว่าในอีก 2 ครั้งต่อไปเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.5%
คอลลิน มาร์ติน นักกลยุทธ์การลงทุนของชาร์ลส์ ชว้อบ กล่าวว่า ไม่น่าประหลาดใจสำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เพราะบริษัทคาดหมายในระดับนี้อยู่แล้ว ตอนนี้มีสัญญาณบางอย่างบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อ น่าจะใกล้จุดสูงสุดแล้ว และสิ้นปีคงลดลง ทำให้เฟดมีเวลามากขึ้นจนไม่จำเป็น ต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง