Skip to content

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ

11 พ.ค. 2565 | 18:09น.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนเมษายนที่จะประกาศในคืนนี้ ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’65 ลงเหลือ 2.5-4.0% จากกรอบเดิม 2.5-4.5% ห่วงเงินเฟ้อพุ่งจากหมวดอาหารและราคาพลังงาน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำพุธที่ 11 พฤษภาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/5) ที่ระดับ 34.63/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/5) ที่ระดับ 34.57/59 บาท

ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่นักลงทุนจับตาสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน เม.ย.ในคืนวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI มาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะปรับตัวขึ้น 8.1% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าระดับ 8.5% ในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2524

นอกจากนี้ สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมทรงตัวที่ระดับ 93.2 ในเดือน เม.ย. หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 3 เดือน โดยผลสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการขาดแคลนแรงงาน

สำหรับปัจจัยในประเทศนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี’65 ขยายตัวได้ในกรอบ 2.5% ถึง 4.0% จากกรอบเดิม 2.5-4.5% โดยยังคงคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ในกรอบ 3-5% แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าในหมวดอาหารและพลังงาน จึงปรับประมาณการเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาในกรอบ 3.5-5.5% จากเดิม 2-3%

ทั้งนี้ กกร.มองว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่ยังคาดว่าจะเติบโตได้ โดยความมุ่งมั่นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการปรับตัวให้สามารถอยู่กับโควิด-19 แบบเป็นปกติมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้

นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า หากในการประชุมครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 14-15 มิ.ย. 65 มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% พร้อมกับการปรับลดงบดุล (Quantitative Tightening-QT) ฉุดสภาพคล่องในระบบการเงินโลก จะส่งผลทำให้เงินทุนระยะสั้นไหลออกจากตลาดการเงินไทย ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรเพิ่มเติม และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 35.00-36.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.28-34.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (11/5) ที่ระดับ 1.0534/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/5) ที่ระดับ 1.0554/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังคงถูกกดดันจากภาวะความแตกต่างทางนโยบายการเงินระหว่างอีซีบีและเฟด

ประกอบกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างยูเครนกับรัสเซียที่ยังคงส่งสัญญาณยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในแถบยูโรโซน โดยล่าสุดสหภาพยุโรป (EU) เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซีย ด้วยการระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0527-1.0575 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0560/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/5) ที่ระดับ 130.31/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/5) ที่ระดับ 130.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนยังงถูกกดดันจากภาวะความแตกต่างทางนโยบายการเงินระหว่างบีโอเจและเฟด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 129.60-130.49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 129.75/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน เม.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน พ.ค. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.80/-0.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +0.60/+3.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ