“ทรีนีตี้” มองธุรกิจวาณิชธนกิจสดใส เอกชนพาเหรดระดมทุนขายไอพีโอ-ออกหุ้นกู้ นำเงินขยายธุรกิจ-ล็อกต้นทุนดอกเบี้ยขาขึ้น อวดงานในมือ 9-10 ดีล ลุยทำดีลควบรวมกิจการในมือ 3-4 ดีล เซ็กเตอร์ “โลจิสติกส์-เทคโนโลยี-โรงไฟฟ้าพลังงาน”
วันที่ 1 มิถุนายน 2565 นายดิถดนัย สังขะรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ (IB) ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 ประเมินว่าจะมีความคึกคักมากขึ้นหลังจากภาคธุรกิจเตรียมพร้อมเข้ามาระดมเงินทุน
ทั้งในรูปแบบการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และการเสนอขายหุ้นกู้เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจ หลังจากการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนเพื่อขยายกิจการ

ขณะนี้ทรีนีตี้มีดีลเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในการขายหุ้นไอพีโอ เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ประมาณ 9-10 บริษัทที่จะทยอยยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) กระจายอยู่ในหลากหลายธุรกิจ เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์, ธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร, ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ธุรกิจการเงิน ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ ที่ต้องการระดมทุนเพื่อนำไปขยายพอร์ตเข้าประมูลหนี้จากสถาบันการเงินที่จะนำหนี้ NPL ออกมาขาย
โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ทรีนีตี้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอของ บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล (KCC) เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอของ บมจ.เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป (BLESS) และอยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งหุ้นไอพีโอของ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) จากปี 2564 บริษัทมีดีลเป็นที่ปรึกษาการเงินในการขายหุ้นไอพีโอมูลค่าการระดมทุนประมาณ 2,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ ดีลการเป็นที่ปรึกษาในการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ขณะนี้มีดีล M&A อยู่ทั้งหมด 3-4 ดีล ทั้งที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงดีลในการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการปรับโครงสร้างหนี้หลังเศรษฐกิจผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19
“ความน่าสนใจสำหรับดีลที่เราทำ คือ ต้องมี potential growth ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ที่ทำ คือ 1.โลจิสติกส์ 2.เทคโนโลยี และ 3.โรงไฟฟ้าพลังงาน ซึ่งเป็นเซ็กเตอร์ที่มีความน่าสนใจของนักลงทุน” สำหรับแนวโน้ม M&A ในธุรกิจเทคโนโลยีจะค่อนข้างเห็นเทรนด์มากขึ้น เพราะกว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ต้องใช้เวลาจึงมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธี M&A
ส่วนดีล M&A ใหญ่ๆ ในภาพรวมของอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการขยายฐานลูกค้าและขยายธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะมีทั้งรายใหญ่ซื้อรายเล็ก และรายใหญ่ซื้อรายใหญ่
นางสุพัตรา ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ รับผิดชอบการออกตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยคาดว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 ที่ 0.50% และอาจมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีก จะเป็นปัจจัยผลักดันให้ภาคธุรกิจมีการระดมทุนโดยออกและเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มมากขึ้น เพื่อต้องการล็อกต้นทุนทางการเงินไม่ให้เร่งตัวขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมาทางทรีนีตี้ได้เข้าไปเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในการออกและเสนอขายหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาในแต่ละปีบริษัทจะมีดีลที่เข้าไปเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 3-4 ดีล และเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นกู้ประมาณ 5-6 ดีล หรือรวม ๆ ต่อปีบริษัทเข้าไปเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นกู้กว่า 10 ดีล
“งานบริการหลักของเรา คือ การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุน และเป็นผู้จัดจำหน่ายในการขายหุ้นไอพีโอ และที่ปรึกษาในการทำ M&A ส่วนธุรกรรมด้านหุ้นกู้ของบริษัทจะเป็นบริการที่ลูกค้าใช้บริการต่อเนื่องหลังจากขายหุ้นไอพีโอ และเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนแล้ว เมื่อต้องการเงินทุนมาขยายธุรกิจ ทรีนีตี้ก็จะช่วยดูแลให้ได้ใช้โอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น การออกหุ้นกู้” นางสุพัตรากล่าว
ทั้งนี้ การให้บริการงานวาณิชธนกิจครบวงจร หรือ “ONE STOP SERVICE” ทางทรีนีตี้มีการจัดตั้งบริษัท ทรีนีตี้ อินเทลลิเจนส์ พลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จะเข้าไปวางระบบการควบคุมภายใน หรือการตรวจสอบภายในให้แก่บริษัทที่กำลังเตรียมความพร้อม โดยให้บริการลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับบริษัทในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาธุรกิจให้มีมาตรฐาน มีโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการที่ดีขึ้น
รวมทั้งมีระบบการควบคุมภายในที่ดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีเป้าหมายในการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ก็ตาม เพราะถือว่าเราได้มีส่วนสำคัญในการเข้าไปพัฒนาและยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้ลูกค้า และหากลูกค้ามีเป้าหมายที่่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
“เมื่อปีที่แล้วรายได้ที่ปรึกษาและค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามปริมาณดีลที่เข้ามา โดยมีรายได้ทั้งสิ้น 125.80 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.48% ของรายได้รวมของบริษัทที่ทำได้ 1,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130.78% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน”