KTB รับปัจจัยบวกสลากดิจิทัล ขายผ่าน “เป๋าตัง” หนุนผู้ใช้บริการพุ่ง

เป๋าตัง

 

หุ้น KTB รับปัจจัยบวกขายสลากดิจิทัลผ่าน “เป๋าตัง” โบรกฯมองเป็นแรงหนุนเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ-เพิ่มโอกาสนำเสนอโปรดักต์ในอนาคต ชี้นัยต่อกำไรในระยะสั้นไม่มาก “บล.กสิกรไทย” ประเมินกำไรปีนี้พุ่ง 29,443 ล้านบาท เติบโต 36% จาก “เงินลงทุน-ตั้งสำรองหนี้เสียลดลง” ฟาก “บล.พาย” มองทั้งปีกำไร 25,600 ล้านบาท เติบโต 19% ชี้ไตรมาสแรกกำไร “พีกสุด” แล้ว ด้าน “ประธานบอร์ดสลาก” ยันโอนเงินรางวัลสลากผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ค่าฟี-ได้แต่ค่าขึ้นรางวัล

นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) ปี 2565 ที่ 29,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ที่ทำได้ 21,588 ล้านบาท โดยกำไรไตรมาส 1 รายงานออกมาแล้ว 8,780 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2 ประเมินว่ากำไรจะน้อยกว่าไตรมาสแรกที่มีกำไรจากส่วนที่เป็นเงินลงทุนและการตั้งสำรองหนี้เสียที่ค่อนข้างน้อย

“ไตรมาส 2 คาดว่ากำไรกรุงไทย จากเงินลงทุนไม่น่าจะเยอะเท่าเดิม เพราะมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปพอสมควร รวมถึงไตรมาสถัดไป ก็น่าจะได้เห็นการตั้งสำรองหนี้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งหากดูกำไรรายไตรมาสเทียบ YOY จะเห็นการเติบโตค่อนข้างดี แต่หากเปรียบเทียบไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ก็อาจจะยังสู้ไตรมาส 1 ไม่ได้”

สำหรับปัจจัยที่ KTB มีการเปิดให้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง มองว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวก เนื่องจากเป็นแอปที่ทาง KTB พัฒนาขึ้นมา แต่ KTB ก็เป็นเพียงผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น ผลดีที่ได้จึงเป็นทางอ้อมมากกว่า คือทำให้คนเข้ามาใช้บริการแอปเป๋าตังมากขึ้น

โดยบริการต่าง ๆ ที่อยู่บนแอป ก็เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ KTB ไม่ว่าจะเป็น ประกัน, กองทุน จึงมองว่าน่าจะทำให้ยอดการเข้าใช้บริการของแอปเพิ่มมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ KTB ได้นำโปรดักต์ทางการเงินต่าง ๆ เข้ามานำเสนอได้ด้วย และน่าจะเห็นรายได้จากค่าธรรมเนียมของกรุงไทยที่ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้น จากการเข้าใช้บริการแอปที่เพิ่มขึ้น

กำไรหุ้น



ทั้งนี้ เดิมจะเห็นว่าหุ้น KTB เป็นหุ้นที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่หลังจากนี้ หากได้รายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นตัวที่มี ROE ดี ก็จะเข้าไปช่วยเสริมมูลค่าหุ้นได้ ดังนั้น โดยรวมมีมุมมองบวกต่อหุ้น KTB แต่ว่าปัจจัยเดียวจากสลากดิจิทัล จะไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าจะต้องมีการปรับประมาณการกำไรใหม่ แต่ประเมินว่าอนาคต KTB น่าจะต่อยอดตรงนี้ได้อีกไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ที่จะเข้ามานำเสนอเพิ่มเติมได้

“กรุงไทยคงไม่ได้กำไรจากการขายสลากมากนัก แต่อาจจะได้รายได้บน transaction โดยกำไรจากตรงนี้ ก็อาจจะมีในระดับหนึ่ง แต่คงไม่น่าจะมีนัยกับผลประกอบการของแบงก์มากนัก”

นายกรกชกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราคาหุ้น KTB ปรับขึ้นมาถึงราคาเป้าหมายแล้วที่ 15.50 บาทต่อหุ้นแล้ว โดยระยะสั้นคาดว่า ราคาน่าจะวิ่งอยู่ในกรอบราคาที่ 15.50-16.00 บาทต่อหุ้น โดยราคามีโอกาสที่จะอัพไซด์ได้ไม่มากในช่วงสั้น ๆ เพราะรายได้ในเชิงกำไร ยังไม่มีการปรับประมาณการใหม่ ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนอาจจะรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 15.00 บาทต่อหุ้น จะเป็นจังหวะเข้าซื้อได้ และพอจะมีอัพไซด์ต่อ

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย (Pi) กล่าวว่า KTB คงไม่ได้กำไรจากสลากดิจิทัลมากนัก โดยการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ก็อาจจะได้กำไรจากธุรกรรมบ้าง แต่คงไม่ได้มาก อย่างไรก็ดี หากมองในแง่ของผู้ใช้บริการก็คงสูงขึ้น เพราะก่อนหน้าจำนวนผู้ใช้บริการบนแอปเป๋าตังที่มาจากมาตรการคนละครึ่งก็มากอยู่แล้ว จนทำให้ KTB มีฐานลูกค้าที่ใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นสูงที่สุด แต่ส่วนใหญ่เป็น transaction เกี่ยวกับโครงการภาครัฐ

“เราไม่ได้คิดว่า การเป็นตัวกลางซื้อขายสลากดิจิทัลจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กรุงไทย แต่จากจำนวนผู้ใช้บริการแอปเป๋าตังที่มีมากถึง 10 ล้านคน จึงมองตรงนี้เป็นจุดแข็งของกรุงไทยที่แนะนำซื้อหุ้นได้อยู่แล้ว แต่กรุงไทยจะทำอย่างไรให้ลูกค้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ ไม่ใช่เป็นแค่ตัวกลาง จึงมองว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำธุรกรรมขายสินค้าในอนาคตมากกว่า”

นายธนเดชกล่าวว่า บล.พาย ประเมินกำไรหุ้น KTB ปีนี้อยู่ที่ 25,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% โดยกำไรไตรมาส 1 ถือว่าสูงที่สุด (พีก) ในปีนี้แล้ว ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายแนะนำซื้อที่ 16.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว อัพไซด์จึงมีจำกัด จึงแนะนำนักลงทุนว่าอาจจะรอให้ราคาปรับลงมาแล้วค่อยเข้าซื้อ จะเพิ่มความน่าสนใจได้มากกว่าซื้อตอนราคาขึ้น เนื่องจากอัพไซด์จะน้อย แต่สำหรับใครมีอยู่แล้วก็สามารถถือต่อไปได้

ด้านนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรุงไทยได้รับค่าธรรมเนียมการโอนเงินจากผู้ซื้อสลากดิจิทัล ไปยังสำนักงานสลากฯ ครั้งละ 10 บาทนั้น ไม่น่าจะใช่ เนื่องจากเป็นการโอนเงินโดยใช้ระบบของพร้อมเพย์ ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว เช่นเดียวกับโครงการตามนโยบายรัฐอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงไทยจะมีรายได้ในเรื่องการขึ้นเงินรางวัล กรณีผู้ถูกรางวัลขึ้นเงินผ่านแอปเป๋าตัง ที่ต้องผูกกับบัญชีกรุงไทย จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1% บวกค่าอากรแสตมป์ 0.5% ทั้งนี้ หากเป็นรางวัลที่ 1 จะต้องขึ้นรางวัลที่สำนักงานสลากฯเท่านั้น ซึ่งจะเสียค่าอากรแสตมป์ 30,000 บาทต่อสลาก 1 ใบ ไม่ใช่ 1.5% หรือ 90,000 บาท ตามที่มีกระแส

“รางวัลอื่น ๆ หากประชาชนไม่มีบัญชีธนาคารกรุงไทย ก็สามารถไปขึ้นเงินรางวัลที่สำนักงานสลากฯได้ จะเสียเพียงค่าอากรแสตมป์ 0.5% เท่านั้น แต่ในอนาคตสำนักงานสลากฯจะเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน โดยมีการปรับเปลี่ยนให้สามารถผูกบัญชีธนาคารอื่น ๆ ได้ เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ ทั้งนี้ หากเป็นรางวัลที่ 1 จะต้องมาขึ้นรางวัลที่สำนักงานสลากฯเท่านั้น” นายลวรณกล่าว


ทั้งนี้ สลากดิจิทัลขายผ่านแอปเป๋าตังมีทั้งสิ้น 5.2 ล้านใบ ซึ่งใช้เวลาขายเพียง 4 วัน ก็หมด ทั้งนี้ ในอนาคตอาจจะมีการขยับโควตาเพิ่มอีก โดยทางสำนักงานสลากฯ ขอประเมินอีก 2 งวดก่อน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ