Skip to content

ดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหา “อดีตรมต.-ขรก.” หักหัวคิวคนไทยไปทำงานฟินแลนด์

11 ม.ค. 2567 | 14:19น.
ดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหา “อดีตรมต.-ขรก.” หักหัวคิวคนไทยไปทำงานฟินแลนด์

ดีเอสไอ มีมติกล่าวหาอดีต รมต.-ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน รวม 4 ราย ความผิด 157 หลังพบหลักฐานโยงค่าหักหัวคิว ขบวนการส่งแรงงานไทยไปฟินแลนด์ รวม 12,000 คน เสียหายกว่า 36 ล้านบาท

วันที่ 11 มกราคม 2567 มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2567 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมสอบสวน มีมติร่วมกันให้กล่าวหากับอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงานอีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86

โดยจะเร่งสรุปสำนวนการสอบสวนส่งสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไป

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีการค้ามนุษย์ ได้สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 81/2566 เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในสาธารณรัฐฟินแลนด์ที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในการเดินทางกลับประเทศไทย

ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่า เป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป

และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน ซึ่งมีการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อมาทางการสาธารณรัฐฟินแลนด์ได้ส่งพยานหลักฐานสำคัญตามที่ทางการไทยร้องขอให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ

จากการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และพยานหลักฐานที่ได้จากความร่วมมือระหว่างประเทศกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐฟินแลนด์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์เป็นค่า “หัวคิว” (DOE MAMAGEMENT) หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท

โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริง โดยในปี พ.ศ. 2563-2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ ได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และจะนำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าวต่อคณะกรรมการ  ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

​ทางด้าน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว “มติชน” ว่า ในประเด็นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับแรงงานที่ไปทำงาน ชื่อว่า “ทุเรียน” โดยไปทำงานที่ประเทศฟินแลนด์ แล้วถูกจับกุม เนื่องจากพบว่ามีการค้ามนุษย์ ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมนั้นได้ให้การกับตำรวจฟินแลนด์ว่า กรณีดังกล่าวมีการจ่ายค่าหัวคิวแรงงาน ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงแรงงานขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ในกระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

“เราไม่รู้เลยว่าเขาเอาเงินไปจ่ายกับใคร เป็นการอ้างลอย ๆ แต่เมื่อเป็นข่าวออกมาแล้ว ทำให้กระทรวงเสียหาย เป็นการตั้งข้อกล่าวหาโดยที่ยังไม่มีรายละเอียด ซึ่งตามกระบวนการแล้ว ทางดีเอสไอจะต้องส่งเรื่องให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการตั้งข้อกล่าวหา” นายไพโรจน์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงแรงงาน ค้ามนุษย์