ประกาศราชกิจจา-ราชกิจจานุเบกษา
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานพิทักทรัพย์ ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หลังใช้หนี้กว่า 11,269 ล้านบาท
วันที่ 12 มกราคม 2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ8/2559 ศาลล้มละลายกลาง
ประกาศดังกล่าวขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ตามที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 ให้ฟื้นฟูกิจการของ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ต่อมาได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 โดยมี สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารแผน นั้น
บัดนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ตามมาตรา 60/70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 แล้ว ดังนั้น อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับ เป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้กลับมีสิทธิตามกฎหมายต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ บริษัทฯ ในฐานะผู้บริหารแผน ได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถบรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการได้ครบเงื่อนไขทุกข้อ กล่าวคือ
1. ชำระหนี้เงินต้นคงค้างให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายตามแผนฟื้นฟูกิจการ (รวมถึงการชำระหนี้ด้วยการชำระเงินสด การแปลงหนี้เป็นทุนครั้งที่ 1 และการชำระหนี้เพิ่มเติมจากกระแสเงินสดส่วนเกินในข้อ 22 รวมทั้งสิ้นจำนวน 11,269 ล้านบาท คิดเป็น 20.16% ของภาระหนี้เงินต้นรวมที่ต้องชำระ
2. ชำระหนี้เงินต้นคงค้างจากกระแสเงินสดส่วนเกิน รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,563 ล้านบาท คิดเป็น 22.75% ของจำนวนหนี้ที่ได้ชำระหนี้เงินต้นในข้อ 1
3. ชำระหนี้ตามแผนของแผนฟื้นฟูกิจการ โดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกันไม่น้อยกว่าระยะเวลา 34 เดือน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไข เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563 เป็นต้นมา
และ 4. ผู้บริหารแผนและบรรดาเจ้าหนี้ที่มีจำนวนหนี้รวมกันไม่น้อยกว่า 75% ของจำนวนหนี้คงค้างของเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการได้พิจารณาแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่า บริษัทฯ มีศักยภาพและมีความพร้อม ตลอดจนมีความสามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้หลังจากออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
