ติดตั้ง Solar Rooftop
รัฐบาลเคาะวาระแห่งชาติด้านพลังงาน หนุนประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop เต็มสูบ สั่ง กพช.รับซื้อไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย นำร่อง 500 เมกะวัตต์ พร้อมสั่ง 3 การไฟฟ้าฯ ปฏิรูปขั้นตอนขออนุญาตผ่าน One Stop Service ติดตั้งจบภายใน 7-30 วัน
ภายหลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อแก้ไขวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าและยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วยการส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop
วันนี้ ประชาชาติธุรกิจ รวบรวมประเด็นสำคัญ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจถึงมาตรการนี้
รับซื้อไฟส่วนเกิน 2.20 บาท ผ่านระบบ Net Billing
หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานในบ้านกลับเข้าสู่ระบบได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและคืนทุนการติดตั้งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดเกณฑ์การรับซื้อ ดังนี้:
- ราคารับซื้อ: กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วย
- เป้าหมายการรับซื้อ: รวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์
- ข้อจำกัดการขาย: กำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
- ระยะสัญญา: รับซื้อต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
ทั้งนี้ จะใช้รูปแบบการคำนวณแบบ Net Billing ซึ่งเป็นการคิดบัญชีแยกส่วนระหว่างหน่วยไฟฟ้าที่ “ซื้อเข้า” และหน่วยไฟฟ้าที่ “ขายออก” โดยหน่วยที่ขายเกินจะถูกสะสมเป็น “หน่วยเงิน” เพื่อนำไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ใช้จริงในแต่ละเดือน
ปฏิรูป One Stop Service ปลดล็อกขออนุญาตเร็วสุดใน 7 วัน
เพื่อแก้ปัญหาระยะเวลาการขออนุญาตที่เคยล่าช้า ครม.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) เร่งปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นรูปแบบการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยมีเงื่อนไขเวลาชัดเจน
- กรณีติดตั้งเพื่อใช้เอง (ไม่ขายไฟคืน): ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
- กรณีประสงค์ขายไฟคืนระบบ: ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการพิจารณา ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบ และปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายเพดานกำลังผลิตติดตั้งรวมของโซลาร์เซลล์ที่เชื่อมต่อในหม้อแปลงเดียวกัน จากเดิมที่จำกัดไว้ 15% ให้สามารถรองรับปริมาณได้มากขึ้นโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ยกระดับหน่วยงานรัฐสู่ ESCO Model และการเปลี่ยนระบบ Adder เป็น FiT
ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ ครม.สนับสนุนให้มีการติดตั้ง Solar Rooftop ในรูปแบบ ESCO Model (Energy Service Company) โดยให้บริษัทจัดการพลังงานเข้ามาบริหารจัดการเพื่อลดภาระงบประมาณ และมีการพิจารณาปรับปรุงระเบียบกรมบัญชีกลางเพื่อให้ดำเนินการได้จริง
นอกจากนี้ยังมีการปรับนโยบายสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนครั้งใหญ่ โดยโครงการที่เคยได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และครบกำหนดสัญญาแล้ว จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งอัตรารับซื้อจะไม่เกินอัตราของโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบันและลดภาระต่อค่า FT ในอนาคต
ระบบโซลาร์เซลล์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้าน ?
สำหรับประชาชนที่สนใจร่วมโครงการควรทำความเข้าใจประเภทของระบบโซลาร์เซลล์เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีระบบโซลาร์เซลล์ที่ถูกใช้โดยทั่วไปมี 3 ระบบดังนี้
1. ระบบ On Grid (ยอดนิยม): เชื่อมต่อกับการไฟฟ้าโดยตรง เหมาะสำหรับบ้านที่มีการใช้ไฟในช่วงกลางวันสูง ต้นทุนต่ำที่สุด และเป็นระบบที่สามารถขายไฟคืนตามนโยบายรัฐได้
2. ระบบ Off Grid: ระบบอิสระที่ไม่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า ต้องกักเก็บไฟไว้ในแบตเตอรี่ เหมาะกับพื้นที่ห่างไกลหรือบ้านที่ต้องการพึ่งพาตนเอง 100% แต่ระบบนี้ยังมีต้นทุนแบตเตอรี่สูง
3. ระบบ Hybrid: ผสมผสานข้อดีของทั้งสองระบบ สามารถกักเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนและใช้ไฟจากการไฟฟ้าได้เมื่อจำเป็น แม้ไฟหลวงดับก็ยังมีไฟฟ้าใช้งาน แต่ราคาติดตั้งจะสูงกว่าระบบอื่น
ประโยชน์ต่อภาพรวมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
นโยบายการส่งเสริม Solar Rooftop ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้า ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นจากการกระจายศูนย์การผลิต (Decentralized Energy) และส่งเสริมเป้าหมายการก้าวสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสการเติบโตของพลังงานสะอาด ผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีรักษ์โลกกลายเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว