ชำแหละโครงสร้าง “กัญชา” ใหม่ เมื่อกติกาเปลี่ยน ผลัก SME ไทยบนปากเหวตลาดมืด
สัมภาษณ์
ท่ามกลางรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านนโยบายกัญชาในประเทศไทย จากยุคสูญญากาศสู่การจัดระเบียบภายใต้ระเบียบโครงสร้างใหม่ที่บีบให้ร้านค้านับหมื่นแห่งต้องยกระดับสู่คลินิกหรือสถานพยาบาล “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์เจาะลึก “คุณกาจกนิษฐ์ ศักดิ์สุภา” กรรมการบริษัท ธาราเธรา คอร์ปอเรชั่น และในฐานะอุปนายกสมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชาและวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาประเทศไทย ถึงมิติความเสียหายเชิงโครงสร้าง และข้อเสนอทางออกที่รัฐอาจมองข้าม
เช็กบิลความเสียหาย “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” แรงกระเพื่อมสู่ตลาดมืด
ในมิติของความเสียหายเชิงโครงสร้าง กาจกนิษฐ์ วิเคราะห์ภาพรวมของร้านค้ากัญชา 1.2 หมื่นแห่งทั่วประเทศที่กำลังถูกจับตามองว่า ตัวเลขนี้อาจไม่ใช่จำนวนที่จะหายไปทั้งหมดในคราวเดียว แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจส่วนใหญ่ได้เผชิญวิกฤตไปก่อนหน้านี้แล้ว
เขาระบุว่า กว่าครึ่งของร้านค้าที่มีใบอนุญาตในปัจจุบัน อยู่ในสภาวะ “เจ๊งระเนระนาด” หรือปิดตัวไปนานแล้วโดยที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนกฎหมายจริงจัง เนื่องจากสภาพตลาดที่ไร้การควบคุมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศโครงสร้างใหม่ ผลกระทบจะตกไปที่กลุ่มผู้ปลูก (ต้นน้ำ) โดยตรง
“ดีมานด์จากฝั่งหน้าร้านที่ซื้อดอกกัญชาจากฟาร์มถูกกฎหมายที่ทำตามขั้นตอน จะหายไปประมาณ 30-50% แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ตัวเลขที่หายไปนี้จะมุดลงไปอยู่ใต้ดินแทน”
สาเหตุสำคัญมาจากฟาร์มที่ไม่ได้มาตรฐาน GACP (Good Agricultural and Collection Practices) หรือฟาร์มขนาดเล็กที่การลงทุนทำมาตรฐานไม่คุ้มทุน ซึ่งคนกลุ่มนี้ปลูกตามกฎหมายเดิมมาตั้งแต่ต้น เมื่อไม่มีที่ระบายสินค้าเข้าระบบคลินิกหรือสถานพยาบาลตามเกณฑ์ใหม่ได้ ดอกกัญชาเหล่านั้นจะถูกขายผ่านบุคคลหรือช่องทางที่ไม่ได้รับการรับรอง กลายเป็นตลาดมืดที่ขยายตัวขึ้นทันที 40-50%
“กลางน้ำ” อุตสาหกรรมในหน้ากระดาษ กับความจริงที่ถูกบีบ
สำหรับกลุ่มผู้แปรรูปและโรงงานสกัด (กลางน้ำ) กาจกนิษฐ์ชี้ให้เห็นว่า แม้จะดูเหมือนเป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม แต่ในทางปฏิบัติกลับมี “กำแพง” ที่ทำให้ไปต่อไม่ได้
ข้อจำกัดสำคัญคือเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่กำหนดความเข้มข้นของสาร CBD ในผลิตภัณฑ์ไว้น้อยมาก จนผลิตภัณฑ์ที่ออกมาไม่มีคุณประโยชน์ (Benefit) ที่ชัดเจนพอจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค อุตสาหกรรมกลางน้ำจึงกลายเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ทำให้บริษัทดูน่าสนใจในหน้าข่าวหรือราคาหุ้น แต่ไม่ได้สร้าง Impact จริงในเชิงเศรษฐกิจ
ขณะที่ส่วนของสาร THC แม้จะสกัดได้มานานแล้ว แต่การนำไปทำผลิตภัณฑ์กลับทำได้ยาก สุดท้ายจึงจบลงที่การส่งออก ซึ่งยังมีสเกลที่เล็กเกินกว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมได้
วิบากกรรม SME ปลายน้ำ: เมื่อ “ความไม่แน่นอน” คือต้นทุนที่มองไม่เห็น
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการบังคับให้ร้านค้าปลีก (SME) ต้องรีโนเวตร้านใหม่เป็นรูปแบบสถานพยาบาลหรือคลินิก กาจกนิษฐ์มองว่าเป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนของนโยบายตั้งแต่ต้น
• การวางแผนที่ผิดพลาด: หากรัฐกำหนดให้เป็นคลินิกตั้งแต่แรก ผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุน 5 ล้านบาท อาจเลือกเปิดเพียง 3 สาขาที่เป็นคลินิกมาตรฐาน แต่เมื่อนโยบายช่วงแรกเปิดกว้างและ Barrier to Entry ต่ำ ผู้ประกอบการจึงกระจายเงินไปเปิดร้านขนาดเล็ก (Kiosk) หรือร้านทั่วไปถึง 5 แห่ง
• ภาระการแบกรับ: เมื่อต้อง Convert เป็นคลินิกกะทันหัน ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด ซึ่งสมาคมมองว่านี่คือความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญจากทิศทางนโยบายที่ไม่นิ่ง
ในส่วนของช่วงเวลาผ่อนผัน (Grace Period) กาจกนิษฐ์ให้ความเห็นว่า แม้จะมีเวลา 3-6 เดือนตามใบอนุญาตเดิมที่เหลืออยู่ แต่สำหรับร้านค้าที่สถานะทางการเงิน “ปริ่มน้ำ” ในช่วง Low Season เวลาที่ให้มาอาจไม่เพียงพอ เพราะปัจจัยหลักไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ “เงินทุน” ในการปรับปรุงร้านให้ได้มาตรฐานแพทย์แผนไทย

ความเชื่อมั่นนักลงทุน: มาตรฐาน vs ความอยู่รอด
ต่อมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ กาจกนิษฐ์ระบุว่าการปฏิรูป (Reform) ให้กัญชาถูกควบคุมมากขึ้น (Regulate) เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการ เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าอุตสาหกรรมนี้มีเจ้าภาพและหน่วยงานภาครัฐดูแลชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการนำบุคลากรทางการแพทย์มาประจำที่ร้านกัญชานั้น เขาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพจริง โดยมองว่าอาจเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูถูกกฎหมาย แต่ในชีวิตจริงความรู้ความเข้าใจเรื่องกัญชามักอยู่ที่ “Budtender” ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีมากกว่า การดึงแพทย์มาประจำที่ร้านอาจเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ที่ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับในจุดอื่น
ข้อเสนอ “Telemedicine” และ “ทางออก” จากสมาคม
ในฐานะสมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชาฯ ได้เสนอแนวทางต่อกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เพื่อลดผลกระทบต่อ SME และรักษาสมดุลของระบบ ดังนี้:
1.Telemedicine ส่วนกลาง: รัฐควรทำระบบ Telemed ของกรมการแพทย์แผนไทยเอง เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ และกระจายโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงแพทย์ได้โดยไม่ต้องจ้างประจำร้านตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนมหาศาลให้กับ SME
2.การแชร์ทรัพยากร: แพทย์ 1 คนสามารถดูแลรับผิดชอบได้หลายร้านผ่านระบบออนไลน์ เนื่องจากปริมาณลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้หนาแน่นตลอด 24 ชั่วโมง
3.คัดค้านการบังคับเป็นคลินิก: สมาคมไม่สนับสนุนการบังคับเปลี่ยนร้านเป็นคลินิกทั้งหมด เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่การซื้อขายใต้ดินที่ไม่ผ่านระบบการตรวจสอบมากขึ้น
เสียงสะท้อนถึงรัฐบาล: “อย่าให้เยียวยาเป็นเพียงการกู้”
เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนหรือมาตรการ Soft Loan เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงสถานประกอบการให้ได้มาตรฐานสถานพยาบาลหรือไม่? กาจกนิษฐ์ย้ำว่าไม่ควรมาในรูปแบบของ “Soft Loan” หรือเงินกู้ เพราะจะยิ่งเพิ่มภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการที่กำลังจะปิดตัว แต่ควรเป็นเงินอุดหนุนเพื่อปรับปรุงสถานประกอบการให้ได้มาตรฐาน ซึ่งเขายอมรับว่าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้น
“เราโทษนโยบายที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก และโทษคนที่ฉวยโอกาสในช่วงเสรีจนภาพลักษณ์กัญชาต่อสังคมดูแย่ไปทางสันทนาการสุดโต่ง” กาจกนิษฐ์กล่าว
ในนามตัวแทนผู้ประกอบการ กาจกนิษฐ์ทิ้งท้ายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า เห็นด้วยกับการควบคุมที่เข้มข้นขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงความจริงที่ว่าประเทศไทย “ปล่อยก่อนคุม” ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ “คุมก่อนปล่อย” การเปลี่ยนแปลงกะทันหันในวันนี้จึงเท่ากับการคัดคนออกจากอาชีพ สมาคมจึงพยายามทำ Workshop เพื่อช่วยให้สมาชิกปรับตัวเป็นคลินิกให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบากนี้