ศบค.เปิดไทม์ไลน์ ดันโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ตามมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เริ่ม 1 ก.ค. นี้ แบ่งเป็น 4 ระยะ ระบุสถานการณ์การระบาดในประเทศล่าสุดยอดป่วยใหม่บวก ATK รวม 72,478 ราย ยังเป็นไปตามคาดการณ์ คาดรอบนี้ผู้เสียชีวิตพุ่งสูงสุดช่วงต้นเดือน พ.ค. 130-250 ราย/วัน ขณะที่ กทม.พบคลัสเตอร์ใหม่เป็นโรงเรียนในเขตบางบอน เปิดชื่อ 5 เขตติดเชื้อมากสุด
วันที่ 10 มีนาคม 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า ที่ประชุม ศบค.เช้านี้มีการแจ้งผลการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
ซึ่งมีการประชุมไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุขโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยวาระที่สำคัญคือคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้เห็นชอบมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น
เปิดไทม์ไลน์โควิดโรคประจำถิ่น 4 ระยะ
ที่ประชุมได้แบ่งระยะการดำเนินการที่จะทำให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเป็น 4 ระยะด้วยกัน เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นี้ โดยมีการพิจารณาจากปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน เช่น จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ หรือผู้ที่ต้องแอดมิตหรือเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีน เป็นต้น ดังนี้
- ระยะที่ 1 เป็นระยะขาขึ้น คือระยะที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า Combatting ต้องออกแรงกดตัวเลขไม่ให้สูงกว่านี้ เป็นระยะต่อสู้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงลง จะมีมาตรการต่าง ๆ ออกไป การดำเนินการให้กักตัวลดลง
- ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า Plateau คือ ระยะคงที่ คือการคงระดับผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงขึ้น ให้เป็นระนาบจนลดลงเรื่อย ๆ
- ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า Declining เป็นระยะที่มีการลดจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงให้เหลือ 1,000-2,000 คน
- ระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 65 เป็นต้นไป เรียกว่า Post pandemic คือ ระยะที่ออกจากการเป็นโรคระบาด เข้าสู่โรคประจำถิ่น

แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่า ขณะนี้การเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นจะต้องพิจารณาจากปัจจัยการได้รับวัคซีนดังที่กล่าวไปข้างต้น และรวมถึงอัตราการครองเตียง การเสียชีวิต การจัดทำแผนรองรับในด้านต่าง ๆ ก็ต้องมีความพร้อม
ทั้งนี้ในการดำเนินการของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีการไปทำแผนการเฝ้าระวังป้องกันโรค การสอบสวนโรค การทำแผนดูแลรักษา รวมทั้งเรื่องที่สำคัญมากคือมาตรการด้านต่าง ๆ ทางด้านกฎหมาย เพื่อรองรับทั้ง 4 ระยะนี้จะต้องปรับได้ตามสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะมีการจัดการเพื่อเข้าสู่โรคประจำถิ่น แต่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จะต้องมีการพิจารณาเป็นระยะเพื่อความครอบคลุมในการดำเนินงานทุก ๆ ด้าน ซึ่งมีการวางแผนในทุกแง่มุม เพื่อเปลี่ยนผ่านการไปสู่โรคประจำถิ่นได้อย่างราบรื่น” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว

ฮ่องกงเลื่อนแผนตรวจโควิดทั่วเกาะ หันฉีดวัคซีนผู้สูงอายุแทน
ส่วนสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก ข้อมูล ณ วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 น. มียอดผู้ติดเชื้อรวม 451,805,663 ราย อาการรุนแรง 67,992 ราย รักษาหายแล้ว 385,874,107 ราย เสียชีวิต 6,043,914 ราย
โดยอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 81,064,103 ราย 2.อินเดีย จำนวน 42,979,585 ราย 3.บราซิล จำนวน 29,194,042 ราย 4.ฝรั่งเศส จำนวน 23,234,062 ราย 5. สหราชอาณาจักร จำนวน 19,373,884 ราย โดยประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 33 จากจำนวน 3,111,857 ราย
“ทั่วโลกทิศทางลดลง อันดับหนึ่งที่มียอดผู้ป่วยใหม่สะสมในรอบ 7 วันมากที่สุดยังเป็นเกาหลีใต้ รองลงมาเป็นเยอรมนี อันดับ 3 เป็นเวียดนามล่าสุดยอดป่วยใหม่พุ่งเกินกว่า 1,024,607 ราย 4.รัสเซีย 5.เนเธอร์แลนด์ ส่วนประเทศอื่นในเอเชียที่ติดอันดับมี อันดับ 6.ญี่ปุ่น อันดับ 12.ฮ่องกง 15.มาเลเซีย 17.อินโดนีเซีย และประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 19 จากจำนวนผู้ป่วย 154,329 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 7 วัน/ล้านประชากรอยู่ที่ 417 ราย อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก” แพทย์หญิงสุมนีกล่าวกล่าว
ส่วนสถานการณ์ในต่างประเทศที่น่าสนใจองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกแล้วกว่า 6 ล้านราย โดยสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อสะสม 78 ล้านราย และเสียชีวิตสะสมมากที่สุดในโลก 951,348 ราย ส่วนอันดับ 2 และ 3 เป็นอินเดียและบราซิล ตามลำดับ
ขณะที่ฮ่องกงตัดสินใจเลื่อนแผนการตรวจเชื้อโควิดทั่วเกาะฮ่องกงในเดือนมีนาคมออกไปและหันไปเร่งฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุเพื่อลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลง

ชี้ยอดป่วยใหม่บวก ATK 7.2 หมื่นราย เป็นไปตามคาดการณ์
ส่วนสถานการณ์ในประเทศวันนี้ มีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 22,984 ราย และผลตรวจจาก ATK จำนวน 49,494 ราย รวมกันอยู่ที่ 72,478 ราย ซึ่งตัวเลขยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ในจำนวนนี้ตัวเลขนี้เป็นการติดเชื้อจากคนที่มาจากต่างประเทศเพียงแค่ 47 รายเท่านั้น ซึ่งระยะหลังผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่มีผู้รักษาตัวอยู่จำนวน 220,334 ราย เป็นการรักษาตัวในโรงพยาบาล 58,254 ราย อยู่ใน รพ.สนามและอื่น ๆ 162,080 ราย ซึ่งอยู่ในศูนย์แยกกักชุมชน รพ.สนามและแยกกักรักษาตัวที่บ้าน
ขณะที่แนวโน้มผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจมีการเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ซึ่งขึ้นไประดับหลักพันรายแล้ว ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตมีทิศทางแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งวันนี้สูงสุดอยู่ที่ 74 ราย เป็นนิวไฮ โดยเป็นกลุ่ม 608 จำนวน 70 ราย และยังไม่ได้รับวัคซีนบูสเตอร์โดส 72 ราย


ผู้เสียชีวิตนิวไฮ มีชาวสวีเดน 1 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิต 74 รายในวันนี้ เป็นคนไทย 72 ราย เมียนมา 1 ราย และสวีเดน 1 ราย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรัง คิดเป็นสัดส่วน 95% โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคมะเร็ง โรคไต ภาวะอ้วน หลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ติดเตียง และมีผู้เสียชีวิตที่อยู่ในภาคใต้มากที่สุดรวม 20 ราย รองลงมาเป็นกรุงเทพมหานคร 12 ราย และจังหวัดในภาคอีสานรวม 12 ราย ภาคกลางและภาคตะวันออกรวม 12 รายเช่นกัน ภาคเหนือน้อยที่สุด 8 คน
ส่วนปัจจัยการติดเชื้อยังมาจากคนรู้จัก 30 ราย คนในครอบครัว 9 ราย อาศัยในพื้นที่ระบาด 33 ราย และในเรือนจำ 2 ราย

คาดช่วง 3-5 พ.ค. เสียชีวิตมากสุด
“สำหรับเส้นการคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตทิศทางยังเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเส้นคาดการณ์ทั้ง 3 เส้น ซึ่งเส้นคาดการณ์ที่แย่ที่สุดคือเส้นสีแดง ตอนนี้เส้นสีเลือดหมูอยู่บนเส้นของเส้นสีแดง เพราะฉนั้นตอนนี้เป็นการเตือนให้เราระมัดระวังว่าทิศทางแน้วโน้มผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจะต้องมีการจัดการ โดยสิ่งที่เห็นผลที่สุดคือการนำผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตไปรับวัคซีนไม่ว่าจะเป็นเข็มที่ 1 เข็ม 2 และ 3” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการคาดการณ์ (ฉากทัศน์) ของกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุดที่แถลงในวันนี้ถึงจำนวนผู้เสียชีวิตในภาพรวมของประเทศพบว่า หากมีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนในวงกว้างและรวดเร็ว คาดว่าในช่วงวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2565 จะมีผู้เสียชีวิตต่อวันอยู่ระหว่าง 130-250 ราย หลังจากนั้นจึงจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ในระดับไม่เกิน 50 รายในราวเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว (กราฟิกด้านบน)

ส่วนผลการฉีดวัคซีน ณ วันที่ 9 มีนาคม 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 62,311 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 18,474 รายเข็มที่ 3 จำนวน 91,005 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 9 มีนาคม 2565 และมีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 125,370,801 โดส
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 54,101,460 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 49,915,080 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 21,354,261 ราย

กทม.เจอคลัสเตอร์ใหม่ เผย 5 เขตติดเชื้อมากสุด
สำหรับ 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1.ยังเป็นกรุงเทพมหานคร 3,092 ราย รองลงมาเป็นนครศรีธรรมราช 1,228 ราย ชลบุรี 978 ราย สมุทรปราการ 927 ราย นนทบุรี 794 ราย สมุทรสาคร 759 ราย พระนครศรีอยุธา 550 ราย ภูเก็ต 523 ราย ฉะเชิงเทรา 493 ราย และปทุมธานี 475 ราย
“กทม.ติดเชื้อ 3 พันกว่ารายมาเป็นวันที่สองแล้ว วันนี้มีการรรายงานว่าพบคลัสเตอร์ใหม่ เป็นคลัสเตอร์โรงเรียน อยู่ในเขตบางบอน โดยมี 5 เขตที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ เขตสะพานสูง ติดเชื้อ 170 คน บางแค 152 คน ป้องปราบฯ 128 ราย บางกอกน้อย 122 ราย และเขตหนองแขม 121 คน” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว และว่า
ส่วนผู้ป่วยปอดอักเสบกับอัตราการครองเตียงในโรงพยาบาล 10 จังหวัดแรก เฉลี่ยอัตราการครองเตียงเขียวอ่อนและเขียวเข้มยังอยู่ที่ระดับ 9.90-52.90% โดยมีจังหวัดเดียวคือ “สุราษฎร์ธานี” ที่อัตราการครองเตียงเป็นระดับสีเหลืองอยู่ที่ 54.40%
- โควิดวันนี้ (10 มี.ค.) ศบค.พบป่วยใหม่+ATK พุ่ง 72,478 ราย ตายนิวไฮ 74 คน
- สธ.เปิดเกณฑ์อาการเข้าข่าย UCEP PLUS ผู้ป่วยสีเหลือง-แดง รักษาฟรีทุกที่
