เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราชกิจจาฯ ประกาศใช้ พ.ร.บ.งบฯ 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศใช้ พ.ร.บ.งบฯ 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้
GC – SCGC เร่งหารือกำหนดเงื่อนไขสำคัญในโครงการร่วมทุนให้เสร็จใน ต.ค.69 นี้
Economic GC – SCGC เร่งหารือกำหนดเงื่อนไขสำคัญในโครงการร่วมทุนให้เสร็จใน ต.ค.69 นี้
กทม.น้อมนำพระราชดำริ “แก้มลิง” เพิ่มพื้นที่รับน้ำ 7 แห่ง แจงเลิก “บึงรับน้ำคลองคู้บอน-บางชัน” ไม่คุ้มค่าเวนคืน
Politics กทม.น้อมนำพระราชดำริ “แก้มลิง” เพิ่มพื้นที่รับน้ำ 7 แห่ง แจงเลิก “บึงรับน้ำคลองคู้บอน-บางชัน” ไม่คุ้มค่าเวนคืน
รู้จัก ‘นักช็อปฉลาดซื้อ’ มองความคุ้มค่าก่อนราคา ใช้จ่ายมากกว่าคนทั่วไป 1.4 เท่า
Business รู้จัก ‘นักช็อปฉลาดซื้อ’ มองความคุ้มค่าก่อนราคา ใช้จ่ายมากกว่าคนทั่วไป 1.4 เท่า
กองทัพเรือ-ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ“สี สรรค์ สะท้อนศิลป์”ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
Biz Movement กองทัพเรือ-ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ“สี สรรค์ สะท้อนศิลป์”ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
สตง. ตรวจ อบจ.เชียงใหม่–เชียงราย พบอาคาร 25% ถูกปล่อยร้าง–ใช้ไม่คุ้ม
Real Estate สตง. ตรวจ อบจ.เชียงใหม่–เชียงราย พบอาคาร 25% ถูกปล่อยร้าง–ใช้ไม่คุ้ม
ยูโอบี จัดนิทรรศการศิลปะสัมผัสได้ ให้คนตาบอดชมงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ
SD ยูโอบี จัดนิทรรศการศิลปะสัมผัสได้ ให้คนตาบอดชมงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ
‘อนุทิน‘ เบรกกระแสปรับ ครม. ดึง ‘กล้าธรรม’ ยันรัฐบาลยังทำงานได้
Politics ‘อนุทิน‘ เบรกกระแสปรับ ครม. ดึง ‘กล้าธรรม’ ยันรัฐบาลยังทำงานได้
‘อนุทิน’ ลั่นไม่คิดปลด ‘ชัชชาติ’ ย้ำทุกคนทำเต็มที่ มุ่งช่วย ปชช.ก่อน
Politics ‘อนุทิน’ ลั่นไม่คิดปลด ‘ชัชชาติ’ ย้ำทุกคนทำเต็มที่ มุ่งช่วย ปชช.ก่อน
หุ้นไทยร่วงแรง ปิด Q3 ดัชนีต่ำกว่า 1,600 จุด ฟันด์โฟล์วไหลออก-น้ำท่วม
Finance หุ้นไทยร่วงแรง ปิด Q3 ดัชนีต่ำกว่า 1,600 จุด ฟันด์โฟล์วไหลออก-น้ำท่วม
ดูทั้งหมด

บิ๊กกรมรางมองข้ามชอต โอนสัมปทานรถไฟฟ้าสีเขียว หาวิธีรัฐ+ประชาชนแฮปปี้

04 มิ.ย. 2565 | 14:25น.
ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ธนวัฒน์ บุญรวม

 

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ากลางฤดูฝน ว่าด้วยปมสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) คนใหม่ แห่งกระทรวงคมนาคม ในท่วงทำนอง “มองข้ามชอต” ในฐานะคีย์แมนรับโอนสัมปทาน วางแผนขั้นตอนปฏิบัติ แนวทางการบริหารจัดการมูลหนี้เดิม และไทม์ไลน์อย่างไร

จุดเน้นรักษาผลประโยชน์รัฐ

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวภายใต้สัมปทานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ในระยะเวลาสัญญาสัมปทาน 30 ปี (2542-2572) ใกล้ครบกำหนดสัมปทาน โดยอยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุน

โดยที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ยืนยันตามความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณา ครม. ภายใต้หลักการคำนึงประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนหรือผู้ใช้บริการ และต่อภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้บริการขนส่งมวลชนทางรางอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าในประเทศไทยที่ผ่านมา มีทั้งรูปแบบให้สัญญาสัมปทานกับเอกชนหรือให้เอกชนร่วมให้บริการ ผ่านกระบวนการตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี 2562 (ประมูล PPP) ซึ่งภาคเอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงรายได้และการลงทุน หรือรูปแบบการให้สัญญาจ้างเดินรถ โดยภาครัฐได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วเป็นผู้รับความเสี่ยงในรายได้

หากพิจารณาแนวทางการดำเนินงานภายหลังจากสัญญาสัมปทานครบกำหนด จะมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

เรื่องแรก “การใช้สินทรัพย์ของรัฐที่ได้รับโอนจากเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด” กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนหลัก ครบกำหนดสัมปทานในปี 2572 เมื่อครบสัญญา ทรัพย์สินจะตกเป็นของรัฐ โดยในปี 2572 โครงสร้างพื้นฐานส่วนหลักถือเป็นของภาครัฐ หากให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ มีผลทำให้เอกชนลงทุนเพิ่มเติมเพียงแค่ “จัดหาตัวรถ-บริการวิ่งเพิ่มเติม” เท่านั้น

จึงควรพิจารณาให้เกิดความชัดเจนถ่องแท้ว่า รัฐควรได้ประโยชน์จากการขยายสัมปทานเท่าไหร่ เนื่องจากเมื่อขยายสัมปทานแล้วเอกชนได้รับสิทธิครอบครองหรือสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ใช้ในโครงการแต่เพียงผู้เดียว ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจนกว่าจะครบเวลาสัมปทาน ดังนั้นควรพิจารณาถึงประโยชน์ที่รัฐและประชาชนควรจะได้รับอย่างสูงสุด

3 ทางออกแก้การเงิน กทม.

ถัดมา “ภาระทางการเงินของ กทม. (กรุงเทพมหานคร)” รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ กทม.มีภาระทางการเงินในงานโยธาของส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 (ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) กับ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) พร้อมกับมีภาระค่าจ้างเดินรถและบำรุงรักษาของส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 รวมทั้งค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล

ซึ่งในส่วนของ “การจ้างเดินรถและบำรุงรักษา” ได้มีสัญญาที่มีกำหนดเวลาครบสัญญาในปี 2585 ปัจจุบันยังไม่มีการบริหารจัดการรายได้ ไม่มีการจัดเก็บค่าโดยสารในส่วนต่อขยายที่ 2 ทำให้เกิดภาระทางการเงินพร้อมภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามมา

ดังนั้นควรพิจารณาแนวทางแบ่งเบาภาระทางการเงิน แบ่งเป็น 1.งานโยธาส่วนต่อขยาย ควรให้กระทรวงการคลังบันทึกเป็นรายการหนี้ไปก่อน ไม่ต้องชำระตอนนี้ 2.งานระบบ (E&M) ให้ขอผ่อนผันภาระดอกเบี้ยหลังหมดสัญญาสัมปทาน ควรนำรายได้ค่าโดยสารในโครงการหรือรายได้เชิงพาณิชย์มาชำระ

และ 3.ในส่วนค่าจ้างเดินรถ (O&M) ควรเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 15 บาท มาจ่ายค่าเดินรถรายเดือน พร้อมระดมทุน Thailand Infrastructure Fund หรือทำ Securitization เพื่อใช้คืนหนี้

ชี้ช่อง “ค่าแรกเข้า 12 บาท”

สำหรับรูปแบบแนวทางในการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว หากมีการขยายสัญญาสัมปทานต้องกำหนดเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือในกรณีรัฐดำเนินการเองผ่านสัญญาจ้างเดิน ต้องกำหนดนโยบายหรือข้อกำหนดที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. “การคิดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรม” ปัจจุบันไทยใช้รูปแบบค่าโดยสารรถไฟฟ้าตามระยะทาง (Distance-Base Fare) ตามมาตรฐาน MRT Assessment Standardization ซึ่งค่าโดยสารแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ “ค่าแรกเข้า-ค่าโดยสารตามระยะทาง” โดยใช้ดัชนี CPI : Non Food & Beverages ประกอบการคำนวณ

ทั้งนี้ โครงสร้างค่าโดยสาร ณ ปัจจุบัน ควรมีอัตราค่าแรกเข้า 12 บาท และค่าโดยสารตามระยะทาง 2 บาท (สูตรคำนวณ 12+2X)

พร้อมทั้งมีการกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่เหมาะสม และมีการส่งเสริมการเดินทางสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยมีอัตราค่าโดยสารที่ต่ำกว่าการซื้อตั๋วโดยสารแบบเที่ยวเดียว จะทำให้ผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากค่าโดยสารที่ถูก

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากรายงานการศึกษา แนวทางดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ศึกษาโดย กทม. โดยวิเคราะห์ปริมาณผู้โดยสารในส่วนหลักและส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นที่เป็นการช่วยเติมโครงข่ายการเดินทางทั้งโครงการแล้ว หากมีการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราเฉลี่ยต่อคน 25-30 บาทแล้ว ยังมีรายได้จากการจัดเก็บค่าโดยสารที่เพียงพอต่อต้นทุนการดำเนินการ (Operating Cost) และค่าบำรุงรักษา (Maintenance Cost) ตลอดทั้งโครงการ

มัดให้แน่น-ห้ามเก็บซ้ำซ้อน

2.“เงื่อนไขการจัดเก็บค่าแรกเข้าในการเดินทางเชื่อมต่อ” เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ ไม่ให้มีการจัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อมีการเดินทางเชื่อมต่อ โดยมีค่าโดยสารที่เหมาะสมและประชาชนสามารถเข้าถึงได้

แม้ว่าปัจจุบันจะมีนโยบายอย่างชัดเจนเรื่องการยกเว้นค่าแรกเข้าระบบซ้ำซ้อน แต่ในรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว (สัญญาสัมปทานสายสีเขียวปี 2542-2572) ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขยกเว้นค่าแรกเข้าไว้อย่างชัดเจน อาจสร้างปัญหาการบูรณาการด้านอัตราค่าโดยสารในอนาคต

จึงเห็นสมควรพิจารณากำหนดเงื่อนไขการยกเว้นค่าแรกเข้าอย่างชัดเจนในร่างสัญญาสัมปทานที่จะมีในอนาคต หรือข้อกำหนดในสัญญาจ้างเดินรถภายใต้หลักการเดียวกัน เพื่อให้มีการยกเว้นค่าแรกเข้าในการเดินทางเชื่อมต่อแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

รัฐต้องมีเอี่ยวรายได้เชิงพาณิชย์

3.“ข้อเสนอเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน” กำหนดเงื่อนไขที่ระบุชัดเจนถึงมาตรการส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมาใช้บริการ มาตรการส่งเสริมการเดินทางด้วยบัตรโดยสารรายเดือน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการเดินทางเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน และมีบัตรโดยสารเพื่อลดค่าครองชีพ

ในอนาคตผู้ที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้เดินทางในชีวิตประจำวันควรมีสิทธิให้ชำระอัตราค่าโดยสารที่ถูกกว่าค่าโดยสารปกติ โดยให้ระบุ ไว้ในสัญญาสัมปทาน เช่น บัตรโดยสารรายเดือน บัตรจำนวนเที่ยว ที่มีอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าการซื้อบัตรโดยสารแบบเที่ยวเดียว

4.“รายได้เชิงพาณิชย์” เนื่องด้วยในปัจจุบันและในอนาคต รถไฟฟ้าสายสีเขียวตั้งอยู่ในพื้นที่ธุรกิจ แผนรายได้เชิงพาณิชย์จะมีมูลค่าสูงและสามารถก่อเกิดรายได้ ภาครัฐควรมีสิทธิส่วนแบ่งรายได้เชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งทางผู้รับสัมปทานมีส่วนแบ่งรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับ “รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” และในอนาคตอาจนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการอุดหนุนค่าโดยสารให้ประชาชนในทุกกลุ่มต่อไป