เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จ่อผุดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ S-Curve11 ผลิตยุทโธปกรณ์เองลดนำเข้า

17 ม.ค. 2561 | 21:25น.

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม 18 แห่ง ภายในเดือนก.พ. 2561 เงินลงทุนประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย จ.ระยอง 5 แห่ง จ.ชลบุรี 12 แห่ง และจ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง จากเดิมที่มีการกำหนดไปแล้ว 2 นิคม

นอกจากนี้ เห็นชอบการยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. ระยอง เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม รองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่สื่อสารด้วยภาษาจีนเป็นเขตส่งเสริมแห่งที่ 19 ทำให้พื้นที่อีอีซีมีเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง รวมพื้นที่ 86,775 ไร่ รองรับการลงทุน 28,666 ไร่ คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซี (กนศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบในวันที่ 1 ก.พ.นี้

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า ในที่ประชุมได้เสนอให้เพิ่มการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตัวที่ 11 หรือเอส-เคิร์ฟ 11 (S-Curve 11) ตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเบื้องต้นมีประเทศจีน สหรัฐ และญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุน ยกระดับศักยภาพการซ่อมแซมและอาจสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เอง เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

“หากกรอบการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (เอส-เคิร์ฟ 11) ได้รับความเห็นชอบ คาดการจัดทำแผนจะแล้วเสร็จกลางปี 2561 แบ่งเป็นกระทรวงกลาโหมลงทุนด้านการผลิตยุทโธปกรณ์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการทหารและพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้วย”

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า กรศ.เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่อีอีซีในการพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ เพื่อรองรับการพัฒนาอีอีซีมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ตั้งเป้าให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางและเมืองการบินของภูมิภาค และให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจของซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และอนุภูมิภาค รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ 168 โครงการ วงเงินลงทุนประมาณ 988,948.10 ล้านบาท

“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยพัฒนาระบบการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ และเมื่อรวมกับโครงข่ายภายนอกพื้นที่อีอีซีจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ถึง 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือปีละ 200,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้กว่า 2.1-3 ล้านล้านบาท และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง”นายชัยวัฒน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน กรศ.เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี เน้นพื้นที่พัทยา-สัตหีบ-ระยอง เป็นแกนการพัฒนาการท่องเที่ยว มีสนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่กับการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวิถีชีวิตชุมชน

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า จาก 29.89 ล้านคนในปี 2560 เป็น 46.72 ล้านคน ในปี 2564 และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.8 เท่า จาก 285,572 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 508,590 ล้านบาท ในปี 2564

 

 

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีอีซี EEC