ค่าเงินบาททรงตัว รอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
ค่าเงินบาททรงตัว รอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐประจำเดือนสิงหาคม ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 91% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ขณะที่ให้น้ำหนักเพียง 9% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายนนี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/9) ที่ระดับ 36.42/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/9) ที่ระดับ 36.28/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยระหว่างวันค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ ขณะที่ตลาดกำลังจับตาดูตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคมของสหรัฐ ที่จะออกในคืนวันอังคารนี้ (13/9) ซึ่งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจปรับลงจากระดับ 8.5% สู่ระดับ 8.1% ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าอาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6.1% จากระดับ 5.9% จากราคาค่าเช่าบ้านรวมถึงราคาค่าบริการต่าง ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจชะลอตัวลง แต่ภาพรวมเงินเฟ้อพื้นฐาน สภาวะตลาดแรงงานของสหรัฐ รวมทั้งรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจใน 12 เขต ของสหรัฐ หรือ Beige Book ที่มีการเปิดเผยในสัปดาห์ที่แล้ว ยังคงออกมาในทิศทางที่สนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 91% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายน และให้น้ำหนักเพียง 9% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.30-36.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/9) ที่ระดับ 1.0072/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าต่อเนื่องจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/9) ที่ระดับ 1.0094/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ในรอบ 11 ปี
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่อีซีบียังได้ออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเข้มข้นต่อไปเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงให้กลับมาอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจคาดว่า เศรษฐกิจในปีหน้าอาจเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.9%
นอกจากนี้ตลาดยังคงมีความกังวลในเรื่องวิกฤตพลังงานในยุโรป หลังจากที่บริษัทพลังงานในรัสเซียมีการปิดซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซนอร์ด สตรีม 1 อย่างไม่มีกำหนด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน รวมทั้งราคาพลังงานในยุโรปปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม โดยอีซีบีมีการเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1,0058-1.0197 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0179/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/9) ที่ระดับ 142.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/9) ที่ระดับ 141.68/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่ถือว่าแข็งค่าขึ้นหลังจากทรุดตัวลงแตะระดับ 144.95 ในรอบ 24 ปีจากความแตกต่างในการดำเนินนโยบายระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ
โดยล่าสุดเยนได้รับแรงสนับสนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยนที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจของญี่ปุ่น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.31-142.49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 142.75/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) (13/9), ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) (13/9), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (13/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (15/9), ตัวเลขค้าปลีกของสหรัฐ (15/9) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (16/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.75/-7.35 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10/-8.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ