เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมสรุปแผนผลักดันการส่งออกเชิงรุกและเชิงลึกครึ่งปีหลัง 2565 ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 42 ประเทศ 58 สำนักงาน
เพื่อปรับแผนงานในการผลักดันการส่งออก จากคาดการณ์ตัวเลขเป้าหมายส่งออกตลอดทั้งปี 2565 จะขยายตัวร้อยละ 4 หรือมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9 ล้านล้านบาท ในขณะที่การส่งออกครึ่งปีแรก (มกราคม-กรกฎาคม 2565) ทำไปได้ 5.774 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 11.5%
ปัจจัยสำคัญที่ต้องมีการปรับแผนการส่งออก จะหนีไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจชะลอตัวลง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19, สงครามการค้า, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ปัญหาจีน-ไต้หวัน, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น, ความผันผวนของค่าเงินและการขนส่งสินค้ายังมีปัญหา
ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้ “เพิ่ม” กิจกรรมในการส่งเสริมการส่งออกในปี 2565 เดิม 185 กิจกรรม ปรับแผนใหม่เป็น 530 กิจกรรม หรือมีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอีก 345 กิจกรรม ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อทำให้การส่งออกครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้
ไม่ว่าจะเป็น เร่งรัด Mini FTA การส่งเสริมการค้าระบบออนไลน์ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การนำ “ซอฟต์พาวเวอร์” ใส่ในสินค้าและบริการของไทย การให้ความสำคัญกับ BCG การเร่งรัดการเดินหน้าตามนโยบาย รักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่า
นอกจากนี้ จะดำเนินการ “เจาะตลาดเมืองรอง” ให้มากขึ้น มีเป้าหมาย 36 ประเทศ 105 เมือง โดยแผนเชิงรุกและเชิงลึกใหม่คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 0.2%
ตะวันออกกลางขยายตัวดี
นายปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กล่าวถึงกลุ่มตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ครึ่งปีแรก 2565 ว่า การส่งออกยังขยายตัวดีและเพื่อให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ทางสำนักงานได้กำหนดกิจกรรมในการส่งเสริมการส่งออกรวมทั้งสิ้น 39 กิจกรรม
แบ่งเป็นเชิงรุก 26 กิจกรรม เชิงลึก 13 กิจกรรม โดยกิจกรรมทั้งหมดที่จะผลักดันให้เกิดมูลค่าการส่งออก เช่น การจัดทำ Mini FTA ในรัฐตอนเหนือไนจีเรีย BUSA แอฟริกาใต้ โมซัมบิก, การผลักดันการจัดทำข้อตกลงเสรีเขตการค้า (FTA), การตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC), การส่งเสริม Soft Power สินค้า-บริการไทย, การจัดแสดงสินค้า การเจาะตลาดใหม่-เมืองรอง มีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้น 8,509 ล้านบาท

ส่วนตลาดในกลุ่มอเมริกาเหนือและละตินอเมริกานั้น นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวว่า ยังต้องมีการจับตาเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะ “ตลาดสหรัฐ” เนื่องจากประสบปัญหาเงินเฟ้อสูงขึ้น สภาวะเศรษฐกิจถดถอย “แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่มธุรกิจ” เนื่องจากบางธุรกิจยังมีแนวโน้มเติบโตได้ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องดูทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินการอย่างไร แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกในเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ทาง สคต.ได้วางกิจกรรมไว้ทั้งสิ้น 36 กิจกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้ขยายตัวอยู่ที่ 2,864 ล้านบาท อาทิ การจับคู่เจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้า 129 บริษัท 264 คู่เจรจา การผลักดัน Soft Power การเจาะตลาดเมืองรอง เช่น 9 รัฐในอเมริกาเหนือ 2 เมืองในละตินอเมริกา และ 4 ประเทศในแคริบเบียน การส่งเสริมในการสร้างแบรนด์ไทย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้การผลักดันการส่งออกครึ่งปีหลังขยายตัวได้ตามเป้าหมาย
อินเดีย ศก.ฟื้นตัว
นางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ มุมไบ ประเทศอินเดีย กล่าวถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียใต้ อ้างอิงการคาดการณ์ของ World Bank ว่า GDP เอเชียใต้ ในปีนี้จะขยายตัวที่ 6.6%
โดยการส่งออกจากไทยไปเอเชียใต้ในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่า 242,086 ล้านบาท หรือขยายตัว 48.38% โดยเฉพาะ “ตลาดอินเดีย” ขยายตัวถึง 60.31% เพราะ เศรษฐกิจอินเดียกำลังฟื้นตัว ขณะที่ ADB คาดการณ์ว่า ในปีนี้ GDP เอเชียใต้จะขยายตัวที่ 7.5% และในปีถัดไป (2022-2023) จะขยายตัวที่ 8.0%
ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “เศรษฐกิจอินเดียจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง การพัฒนา smart city 100 เมืองทั่วประเทศก็กำลังจะแล้วเสร็จในปลายปีหน้า คาดว่ากำลังการบริโภคของอินเดียจะยังคงขยายตัวได้อีกมาก” น.ส.สุพัตรากล่าว
ดังนั้น สคต.ทั้ง 4 แห่งในเอเชียใต้จึงได้ร่วมกันทำแผนเชิงรุกและเชิงลึกในครึ่งปีหลัง อาทิ การจัดทำ Mini FTA กับรัฐเป้าหมายประกอบด้วย รัฐกรณาฏกะ, รัฐเกรละ, รัฐคุชราต, รัฐอัสสัม และ รัฐมหาราษฏระ การทำ Soft Power รวม 6 กิจกรรม เช่น ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศและสินค้าไทย การส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT
โดยการเพิ่มจำนวนร้านอาหาร Thai SELECT และ ร่วมกับร้านอาหาร Thai SELECT จัดทำเมนูพิเศษโปรโมตเป็นช่วง ๆ นำสินค้าไทยและศิลปวัฒนธรรมไทยจัดแสดงในงานต่าง ๆ ทั้งที่จัดเองและหน่วยงานภายนอกจัด เช่น งานครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย รวมกิจกรรมที่จะดำเนินการทั้งสิ้น 18 กิจกรรม คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้อีก 870 ล้านบาท
ตลาดยุโรป ศก.ชะลอตัว
นายประคัลร์ กอดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวว่า ตลาดยุโรปการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงต้องจับตาเพราะมีการประเมินว่าในช่วงไตรมาส 4 เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว แต่อย่างไรก็ดี ทาง สคต.ก็ยังดำเนินการผลักดันการส่งเสริมการส่งออกไว้ 64 กิจกรรม
เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้น 2,775 ล้านบาท โดยมีกิจกรรมสำคัญโดยเฉพาะการเจาะตลาดเมืองรอง 9 เมือง เช่น เมืองโบโลญญา, เมืองเจนัว, เมืองลูเวน, เมืองไลป์ซิก พร้อมกับการเจาะสินค้าและบริการของไทยเข้าไปให้มากขึ้น การส่งเสริม Soft Power ในอาหารไทย การจับคู่ธุรกิจการค้า
จีน-ฮ่องกง เดินหน้ามินิ FTA
สำหรับในกลุ่มตลาดจีนและฮ่องกง สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ได้เตรียมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออกรวมไว้ 29 กิจกรรม เพื่อผลักดันมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,964 ล้านบาท
โดยจะมีทั้งการผลักดัน Mini FTA การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การจัดกิจกรรม Top Thai Brands VTS การเจาะตลาดเมืองรอง
ส่วนในการส่งเสริมกลุ่มตลาดเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย เตรียมกิจกรรมไว้ทั้งสิ้น 61 กิจกรรม ผลักดันมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 773.50 ล้านบาท โดยยังคงต่อยอดจัดทำ Mini FTA กับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น, เมืองปูซาน
และคยองกี ของเกาหลีใต้ ขยายตลาดเมืองรองและกลุ่มตลาดสุดท้ายอาเซียน จะจัดกิจกรรมในการส่งเสริมการส่งออกรวม 98 กิจกรรม เป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออก 634.50 ล้านบาท ซึ่งยังให้ความสำคัญในการเจาะตลาดเมืองรอง ส่งเสริมการค้าออนไลน์ การจัดทำ Mini FTA