ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงาน “อาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม” หรือ ATF 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-26 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพใหญ่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ASEAN-Sustainable Connectivity, Boundless Prosperity”
ATF เทรดโชว์ระดับภูมิภาค
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ฉายภาพให้ฟังว่า งานเอทีเอฟในปีนี้ หนึ่งในไฮไลต์หลักอยู่ที่กิจกรรมส่งเสริมการขาย “อาเซียน ทราเว็กซ์” ซึ่งเป็นเทรดโชว์รายการใหญ่อันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ซื้อ (buyer) จาก 52 ประเทศทั่วโลกรวมกว่า 229 ราย ส่วนฟากผู้ขาย (seller) นอกจากภาคธุรกิจไทยกว่า 118 หน่วยงานแล้ว ยังมีผู้ขายจากอีก 9 ประเทศในอาเซียนเข้าร่วมอีกกว่า 158 หน่วยงาน
โดย ททท.ได้ใช้เวทีนี้นำเสนอแนวคิด “Amazing Thailand Open to the New Shades” โปรโมตตลาด ภายในบูทพื้นที่กว่า 90 ตารางเมตร เพื่อตอกย้ำเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและรูปแบบประสบการณ์ที่แตกต่างและหลากหลาย รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลชูแนวคิด “ครีเอทีฟ ดิสทริกต์”
“นิธี สีแพร” ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. เสริมว่า ฝ่ายสินค้าได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมพัฒนาซัพพลายท่องเที่ยวชุมชน ด้วยการนำเสนอแนวคิด “ครีเอทีฟ ดิสทริกต์” (creative district) โดย ททท.จะเข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จับต้องได้ อาทิ โปรแกรมนำเที่ยว สินค้าของที่ระลึกประจำถิ่นมาพัฒนาและดึงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนให้น่าซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน และช่วยเสริมความรู้ด้านการทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการทำตลาดออนไลน์
4 ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวอาเซียน
ขณะที่ “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า หลังได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีด้านท่องเที่ยวของประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (gastronomy tourism) ในปี 2561 นี้ ทุกประเทศในอาเซียนจะผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นวาระหลักในการส่งเสริมตลาดร่วมกัน โดยนำเสนอจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ร่วมของอาหารแต่ละชาติ เช่น การใช้เครื่องเทศ ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับภายในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้ UNWTO จะมาจัดประชุมด้าน gastronomy tourism ที่ไทย
2.การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (tourism for all) เนื่องจากกลุ่มประเทศอาเซียนจะเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสได้นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม จึงต้องทำให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องของการช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาโครงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
3.การท่องเที่ยวทางครุยส์ (cruise tourism) ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเห็นตรงกันว่า รอนักท่องเที่ยวจากสนามบินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องกระตุ้นกระแสการเดินทางทางน้ำ เพราะทุกประเทศมีอาณาเขตติดทะเล ยกเว้น สปป.ลาว
โดยสิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะมีท่าเรือขนาดใหญ่รองรับ จึงได้รับหน้าที่ให้ช่วยประสานความร่วมมือการท่องเที่ยวทางน้ำในอาเซียนให้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น
และ 4.การลงทุนด้านท่องเที่ยวในอาเซียน เนื่องจากอยากให้นักลงทุนสนใจการลงทุนด้านบริการมากขึ้น เช่น สวนสนุก สวนน้ำ และรีสอร์ตดี ๆ โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้ทางประเทศเมียนมา และฟิลิปปินส์ ร่วมกันดึงนักลงทุนมาในอาเซียนมากขึ้น

ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ
ด้าน “พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเสริมว่า ความคืบหน้าในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติจะเดินหน้าสู่การปฏิบัติมากขึ้น ด้วยการวิเคราะห์ความต้องการพื้นฐานด้านการลงทุนของประเทศที่ต่างกัน รวมถึงรูปแบบการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการต่างกันออกไป โดยจะออกมาในรูปแบบของคู่มือ ทั้งการแยกเฉพาะประเทศ และแยกเฉพาะหมวดหมู่ธุรกิจ เช่น บางประเทศอาจต้องการโรงแรม บางประเทศต้องการธีมปาร์ก หรือร้านอาหาร
โดยสิ่งที่ชัดเจนในครั้งนี้ คือ มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายการลงทุนที่จะเข้าไปทำกิจกรรมติดต่อ เช่น โรดโชว์ โดยหารือเบื้องต้นแล้วกับ 3 ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ในฐานะสมาชิกกลุ่มอาเซียน+3 และตัวแทนของทั้ง 3 ประเทศก็ตอบรับให้การสนใจเป็นอย่างดี
“การท่องเที่ยวของอาเซียนเติบโตรวดเร็วมาก แต่ยังขาดการลงทุน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับได้ทัน เช่น เมียนมา และกัมพูชา ที่มีแหล่งท่องเที่ยวสดใหม่ แต่ยังต้องการให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนเรื่องโรงแรม เป็นต้น”
ดังนั้น เมื่ออาเซียนตกลงหลักการร่วมกันได้ครั้งนี้ ต่อไปก็จะทำให้มีการเก็บข้อมูลและนำเสนอออกมาเป็นภาพชัดเจนได้ว่า แต่ละประเทศยังขาดธุรกิจประเภทใด ต้องการให้ทุนต่างชาติเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านไหน ซึ่งแต่ละแห่งอาจต่างกันออกไป
“พงษ์ภาณุ” ยังบอกอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบเกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันภายใต้แคมเปญ “อาเซียน แอต ฟิฟตี้” ตลอดปี 2560 ที่ได้รับผลสำเร็จ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากต่างภูมิภาคเข้ามาถึง 126 ล้านคน เติบโตจากปี 2559 มีจำนวน 115 ล้านคน มีจำนวนวันพักเฉลี่ยราว 7.98 วัน ทำรายได้เข้าอาเซียนถึง 9.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แผนในระยะต่อไป ทุกประเทศจะนำแผนการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปผนึกในแผนการตลาดท่องเที่ยวของตัวเองต่อเนื่อง เพื่อรักษาการเติบโตร่วมกันต่อไป