สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้ ลงทุนโรงแรมรับ ศก.อาเซียนโต
สัมภาษณ์พิเศษ
จากรายงานของสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าราว 301,064 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 11% ของจีดีพีรวมรายงานดังกล่าวนี้ยังคาดการณ์ด้วยว่า ใน 10 ปีข้างหน้านี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ยังคงมีการเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องในทุกประเทศ
“ปธาน สมบูรณสิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภาพรวมอุตสาหกรรมและแนวโน้มของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจโรงแรมในแต่ละประเทศไว้ดังนี้
“ท่องเที่ยว” อาเซียนโตพุ่ง
“ปธาน” เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ว่า การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนก้าวแซงหน้าภูมิภาคอื่น ๆ ในจำนวนประเทศในอาเซียนนี้เวียดนามและอินโดนีเซียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยพบว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมาก มีอัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ราว 7% ทั้งนี้ เป็นผลจากเวียดนามเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดกว้างให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวของเวียดนามยังเป็นตลาดใหม่และอยู่ในช่วงเริ่มต้นเช่นกัน แต่ละปีมีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในอัตราที่สูงมาก ขณะที่โรงแรมขนาดใหญ่ที่เป็นมาตรฐาน 4-5 ดาวยังมีไม่พอรองรับ
“ปัจจุบันคนเวียดนามมีกำลังซื้อที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนมากขึ้น ขณะที่ภาพท่องเที่ยวและโรงแรมก็เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน”
ส่วนประเทศอินโดนีเซียนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่ละปีมีอัตราการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ราว 5-6% และส่วนใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวก็ถือเป็นธุรกิจหลักที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน
และด้วยขนาดของประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีจำนวนประชากรมากกว่า 260 ล้านคน และมีเกาะจำนวนมาก ทำให้คนในประเทศมีการเดินทางเชิงธุรกิจสูง ว่ากันว่าเฉพาะจาการ์ตาซึ่งเป็นเมืองหลวง มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเดินทางภายในประเทศสูงถึงประมาณ 30 ล้านคนต่อปี
มุ่งลงทุนในธุรกิจโรงแรม
“ปธาน” บอกว่า จากทิศทางการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมมีการขยายตัวรองรับอย่างต่อเนื่อง ตนและทีมบริหารของ “สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์” ซึ่งมีประสบการณ์และคลุกคลีอยู่ในธุรกิจการเงิน การลงทุน และโรงแรม จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคอาเซียน
โดยได้จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯแบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า “สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้” หรือ Strategic Hospitality Extendable Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust : SHREIT ซึ่งเป็นกองทรัสต์อิสระที่ลงทุนในธุรกิจโรงแรมในอาเซียนเป็นรายแรกของประเทศไทย
บุก “เวียดนาม-อินโดฯ”
โดยขณะนี้ได้เข้าไปบริหารโรงแรมแล้ว 3 แห่ง รวม 632 ห้องพัก ใน 2 ประเทศ ประกอบด้วย โรงแรมในเวียดนาม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม capri by Fraser เมืองโฮจิมินห์ (เช่า 26 ปี) เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ขนาด 175 ห้องพัก ให้บริการทั้งแบบพักระยะสั้นและพักระยะยาว และโรงแรม ibis Saigon South เมืองโฮจิมินห์ (เช่า 26 ปี) เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ขนาด 140 ห้องพัก และโรงแรมในอินโดนีเซีย 1 แห่ง คือ โรงแรม Pullman Jakarta Center Park เมืองจาการ์ตา โรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาด 317 ห้องพัก
“ปธาน” บอกด้วยว่า โรงแรมทั้ง 3 แห่งนี้ล้วนเป็นโรงแรมที่มีศักยภาพสูงมาก กล่าวคือ โรงแรม Pullman Jakarta Center Park นั้น ตั้งอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมขนาดใหญ่ มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่รองรับผู้เข้าร่วมงานได้ราว 8,000 คน สูงเป็นอันดับ 2 ในกรุงจาการ์ตา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโซโก้ ฯลฯ และเป็นโรงแรม 5 ดาวเชนอินเตอร์เพียงแห่งเดียวในบริเวณดังกล่าว
ขณะที่โรงแรมอีก 2 แห่งในเมืองโฮจิมินห์นั้นก็เป็นโรงแรมที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สูงเช่นกัน เพราะตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์ประชุม Saigon Exhibition and Convention Center ศูนย์ประชุมที่เป็นมาตรฐานสากลแห่งเดียวของเมืองโฮจิมินห์และมีงานต่อเนื่องตลาดทั้งปี
ที่สำคัญ โรงแรมทั้ง 3 แห่งที่ “สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้” บริหารนั้น ล้วนตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจใหม่ของอินโดนีเซียและเวียดนาม จำนวนห้องพักยังมีปริมาณไม่มากนัก ทำให้มีศักยภาพในการทำการตลาดและปรับขึ้นราคาห้องพักได้ต่อเนื่อง และเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้เข้าพักตลอดทั้งปี ไม่มีไฮซีซั่นหรือโลว์ซีซั่นเหมือนโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป
นอกจากนี้ สิ่งที่เหมือนกันของตลาดทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวนี้คือ ทำเลที่ตั้งของโรงแรมอยู่ในเขตเศรษฐกิจใหม่ ทำให้การแข่งขันค่อนข้างต่ำ ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังพึ่งพาการเดินทางของคนในประเทศเป็นหลัก ทำให้ธุรกิจโรงแรมมีเสถียรภาพ ไม่ต้องพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่วิกฤตภายในประเทศก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
โดยโฮจิมินห์และจาการ์ตามีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางเข้ามาปีละประมาณ 30 ล้านคน และมีอัตราการขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก มีการบริโภคภายในประเทศที่สูง และธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมขยายตัวสูงกว่าการขยายตัวของตัวเลขจีดีพี…