ใจชื้นขึ้นมาอีกสเต็ป เมื่อรายได้จากเส้นเลือดใหญ่ของ “อสมท” โดยเฉพาะช่อง MCOT 30 (ช่อง 9) กลับมาโกยความนิยมผู้ชม (เรตติ้ง) จนติด 1 ใน 10 ของช่องทีวีดิจิทัลได้อีกครั้ง หลังจากตกอยู่สถานการณ์อ่อนแรงมานาน นั่นหมายถึงว่า แนวโน้มของเม็ดเงินโฆษณาที่จะไหลเข้ามาหล่อเลี้ยง อสมท น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “เขมทัตต์ พลเดช” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อดีตลูกหม้อเก่า “ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่” ที่กลับมารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ถึงทิศทางของ อสมท ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของทีวีดิจิทัลที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งเป้าหมาย ดังนี้
Q : มองการแข่งขันทีวีดิจิทัลปีนี้อย่างไร
ที่ผ่านมาทีวีดิจิทัลก็แข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งปีนี้ก็เช่นกัน เพราะต้นทุนในหลาย ๆ ส่วนยังสูงอยู่ ทั้งการผลิตคอนเทนต์ ค่าใบอนุญาต อีกทั้งต้องเผชิญกับข้อกำหนดต่าง ๆ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางไว้ ขณะที่ในแง่ของงบฯโฆษณาผ่านสื่อทีวีก็ไม่ได้เติบโตขึ้น ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นปีนี้ คือ ทุกช่องต่างเดินหน้าปล่อยคอนเทนต์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ต้นปี เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา
และที่เป็นโจทย์การทำงานที่ยากขึ้นของทีวีก็คือ การถูกดิสรัปชั่นจากการขยายตัวสื่อดิจิทัล
Q : การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อสมท ปรับตัวอย่างไร
ต้องยอมรับว่า อสมท คือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ การเปลี่ยน หรือปรับตัว ก็อาจจะช้ากว่ารายอื่น ๆ ขณะที่ช่องทีวีส่วนใหญ่ คือเอกชน ที่สามารถบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุนต่าง ๆ ได้ และเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนเร็ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2560 สิ่งแรกที่เริ่มปรับ คือ โปรดักต์ ทั้งผังรายการ ช่อง MCOT 30 ช่อง 14 แฟมิลี่
ธุรกิจวิทยุ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงบุคลากร เป็นการปรับกระบวนบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลังจากปรับหลาย ๆ ส่วนเพียง 7-8 เดือน ก็พบว่าเรตติ้งของช่อง MCOT 30 ดีขึ้น จนปัจจุบันติดท็อป 10 ของช่องทีวีดิจิทัล จากเดิมที่มีเรตติ้งอยู่อันดับที่ 12-13
ส่วนช่อง 14 แฟมิลี่ ที่เริ่มวางผังใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2560 ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีรายได้เข้ามาบ้าง และคาดว่าแนวโน้มอนาคตก็น่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
Q : บอร์ดบริหาร วางนโยบายและแผนยุทธศาสตร์หลัก ๆ ในเรื่องอะไรบ้าง
นโยบายหลักที่บอร์ดบริหารวางแผนไว้ 5 ปีจากนี้ไป แบ่ง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การทำองค์กรให้เล็กกะทัดรัด ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้แต่ละบียูสามารถนำนโยบายไปแยกย่อยขยายสู่การปฏิบัติงานให้สามารถแข่งขันกับช่องอื่น ๆ ได้
นอกจากนี้ยังมีดิจิทัลไลเซชั่น ทุกคนในองค์กรต้องมีความรู้และสามารถนำดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรได้ สุดท้ายคือ การกระจายความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มธุรกิจใหม่รวมถึงการคอนเวอร์เจนซ์ทรัพยากรภายในองค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรายได้ทดแทนค่าสัมปทานจากช่อง 3 ที่จะหมดอายุลงในปี 2563
Q : ในอนาคต อสมท จะวางแนวทางการหารายได้ไว้อย่างไรเพื่อทดแทนรายได้จากสัมปทานช่อง 3 ลดลง
เมื่อปี 2559 อสมท มีรายได้รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท และรวม 3 ไตรมาส ปี 2560 ที่ผ่านมา ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากโทรทัศน์ประมาณ 40% วิทยุ 28% ร่วมดำเนินการ 16% สื่อใหม่ 5% ทีวีดิจิทัล 6% อื่น ๆ 5%
ปัจจุบันรายได้จากสัมปทานทีวีแอนะล็อกลดลงเรื่อย ๆ และจะหมดสัญญาลงปี 2563 นั่นหมายถึงรายได้จากส่วนนี้จะหายไป แต่สิ่งที่ อสมท จะได้คืนมาคือ ที่ดินที่หนองแขม ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินราคาทรัพย์สินขณะที่บริษัทเองก็ยังมีที่ดินอีก 50 ไร่ ที่รอการพัฒนา ถ้าพัฒนาได้ก็น่าจะมีรายได้เข้ามาทดแทนส่วนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน อสมท ก็จะเร่งพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจควบคู่กันไป หนึ่งในนั้นคือ การตั้งทีมดิจิทัลขึ้นมา เพื่อนำคอนเทนต์ทั้งหมดมาบริการและจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างวางระบบต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา อสมท มีคลิปข่าวมากที่สุดในประเทศ แต่ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ จึงต้องหยิบตรงนี้ขึ้นมาใหม่
นอกจากนี้ ล่าสุดได้เซ็นสัญญาช่องโอซีทีวีจากจีน ในการนำคอนเทนต์มาใช้กับสื่อดิจิทัล และมีการแลกเปลี่ยนคอนเทนต์ร่วมกับสำนักงานต่าง ๆ อีก 10 แห่ง รวมถึงการเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งผู้ผลิต แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ร่วมกัน
Q : ภาพ อสมท เปลี่ยนไปหรือไม่
อสมท ยังคงจุดยืนเดิม คือ สังคมอุดมปัญญา แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือ จะต้องเป็นองค์กรสื่อสารที่เป็นหุ้นส่วนของสังคมไทย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ทีวี หรือวิทยุ เหมือนที่ผ่านมา แต่หมายถึงการสื่อสารทุกช่องทาง เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ขยายตัวขึ้น
Q : ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรเพิ่มอีก
ในแง่ของการปรับตัว ปรับองค์กรภายใน ตอนนี้ยังไม่ลงตัวนัก คงต้องขอเวลาอีก 6-7 เดือน เพื่อพิจารณาทิศทางและจัดระบบภายในให้แข็งแรงก่อน เพราะการหารายได้ก็เหมือนไก่กับไข่ ถ้าระบบหลังบ้านไม่ชัด จะเดินไปหาลูกค้า (สินค้า) ก็คงไม่ได้ ต้องปรับระบบให้ดีก่อน ที่ผ่านมาแม้ว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจะได้เริ่มมาแล้วและมีแนวโน้มดีในแง่เรตติ้งที่ดีขึ้น แต่ก็ยังช้าอยู่ เพราะธุรกิจช่องทีวี เงินไหลออกทุกวัน ถ้าช้าอยู่คงไม่ได้ ซึ่งโจทย์ใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่วางไว้คือ การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ที่จะต้องเร่งเดินตามแผนตามนโยบายที่วางไว้
ทั้งหมดนี้คือทิศทางและเป้าหมายของ อสมท ภายใต้การบริหารของ “เขมทัตต์” ที่วางไว้