เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บริษัทลูกเทมาเส็กบุก EEC SP Group รุกธุรกิจพลังงาน

19 พ.ย. 2565 | 16:47น.
สแตนลีย์ หวง เทียน กวน

สแตนลีย์ หวง เทียน กวน

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

นโยบายที่ประกาศชัดเจนของประเทศไทย ในการก้าวไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน บวกกับการไร้อุปสรรคสำหรับการลงทุนในทุก ๆ เรื่อง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงานระดับโลกจากสิงคโปร์ อย่าง “SP Group” ปักหมุดการลงทุนมาที่ไทยอย่างไม่ลังเล

เมื่อเดือน พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสแตนลีย์ หวง เทียน กวน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สิงคโปร์ เพาเวอร์ ลิมิเต็ด (Singapore Power Limited) และประธานบริษัทในเครือของกลุ่มสิงคโปร์เพาเวอร์ หรือ SP Group ในเครือเทมาเส็ก (Temasek) ถึงโปรเจ็กต์ไซซ์ขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2566

บริษัทในเครือเทมาเส็ก

SP Group เป็นบริษัทที่ออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินการระบบทำความเย็นจากส่วนกลาง (district cooling network) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยระบบดังกล่าวตั้งอยู่ที่มารีน่า เบย์ แซนด์ส ประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ให้บริการระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ โซลูชั่นพลังงานเชิงบูรณาการ การติดตั้งระบบไมโครกริดส่วนตัว แอปพลิเคชั่นสาธารณูปโภคที่มียอดผู้ดาวน์โหลดมากที่สุด แพลตฟอร์มบริการโซลูชั่นพลังงานคาร์บอนแบบครบวงจร

และยังเป็นบริษัทที่วางเครือข่ายชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ (EV charger) ที่ใหญ่และเร็วที่สุดในสิงคโปร์ มีรายได้ถึง 139,000 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากถึง 613,000ล้านบาท

“บทบาทของ SP Group คล้ายกับการไฟฟ้าของไทย แม้จะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ด้วยการที่อยู่ในเครือเทมาเส็ก (Temasek) เอง ทำให้ SP Group เป็นผู้ให้บริการระบบสาธารณูปโภคด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีการลงทุนทั้งในสิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย เวียดนาม และไทย

ด้วยศักยภาพด้านวิศวกรรม และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าส่งเสริมการใช้พลังงานรูปแบบใหม่และคาร์บอนต่ำ สำหรับภาคธุรกิจ อาคารบ้านเรือน เขตชุมชน และพื้นที่ในเมือง ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน”

3 โปรเจ็กต์บิ๊กไซซ์ในไทย

SP Group วางเป้าหมายการลงทุนในไทย 3 โครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างกันไปกับอีก 5 ประเทศ เป้าหมายต้องการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero greenhouse gas emissions) ภายในปี 2608

บริษัทพร้อมจะทุ่มเม็ดเงินเพื่อเดินหน้าโครงการได้ทันทีที่บอร์ดอนุมัติ เพราะการเป็นโฮลดิ้งทำให้การลงทุนคล่องตัว ซึ่งโครงการหลักที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ 1.การเป็นผู้นำด้านการให้บริการด้านระบบทำความเย็นจากส่วนกลาง (district cooling) แห่งประเทศไทย (วัดด้วยประสิทธิภาพการทำความเย็น) อยู่ที่ 100,000 ตันความเย็น (refrigeration tons : RT) นับว่าเป็นปริมาณที่ใหญ่มาก ๆ และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

2.มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2570 โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 500 เมกะวัตต์ 3.ติดตั้งเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานแบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาให้เป็นอาคารปล่อยคาร์บอน

ปี’66 ผุด District Cooling

“เรามี นายชญาศักดิ์ อิทธิศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงคโปร์ เพาเวอร์ เอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือของ SP Group สำหรับในปี 2566 สิ่งที่จะเกิดขึ้นในไทย คือโครงการระบบทำความเย็นจากส่วนกลาง (district cooling) เกิดขึ้นก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกพื้นที่ในการทำโครงการ ซึ่งแน่นอนว่าในพื้นที่ตรงนี้จะต้องมีขนาดใหญ่ อย่างอาคารมิกซ์ยูส โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม”

ในระหว่างนี้จึงเป็นการจับมือร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน ล่าสุดเราได้พาร์ตเนอร์รายใหญ่อย่าง บ้านปู เน็กซ์ ซึ่งเรายังคงเล็งหาพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ เพิ่ม เพื่อเข้ามาเติมและช่วยกันเดินหน้าธุรกิจ นอกจากนี้ยังจะเริ่มสร้างทีมสำหรับดำเนินงานในประเทศไทย สร้างจาก 3 เป็น 5 จากนั้นจะขยับเป็น 200-300 คนในไม่ช้า

สำหรับ district cooling system (DCS) เป็นระบบสร้างความเย็นภายในอาคาร เชื่อมต่อระบบท่อเพื่อส่งความเย็นให้กับลูกค้าของเราทั้งอาคาร โรงงาน โดยสามารถทำได้มากกว่า 1 อาคาร ผลที่เกิดขึ้นคือมันสามารถลดใช้พลังงานได้สูงถึง 30% หรืออาจสูงสุดได้ถึง 35%

โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านพลังงานในตัวอาคารของตนเองเลย เพราะจะใช้พลังงานที่ส่งตรงมาจากส่วนกลางของเรา และเมื่อเทียบแล้วยังพบว่ามันยังสามารถลดการเกิดก๊าซคาร์บอนมากถึง 20,000 ตันต่อปี และแน่นอนว่าคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดจากกระบวนการทำความเย็นมีมูลค่าเชิงพาณิชย์

โมเดลมารีน่า เบย์ สิงคโปร์

SP Group เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการโครงข่ายระบบทำความเย็นใต้ดินจากส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเขตมารีน่า เบย์ ของสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2549 โดยให้บริการอาคารพาณิชย์ 23 แห่ง วางระบบทำความเย็นแล้ว 55,000 ตันของการทำความเย็น เตรียมขยายเป็น 70,000 ตัน

เพื่อรองรับอาคารและลูกค้ารายใหม่ที่กำลังจะเข้ามาใช้บริการ ช่วยลดการใช้พลังงานได้ 30% เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 20,000 ตันต่อปี เทียบกับการลดจำนวนรถยนต์ถึง 18,000 คัน

ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองเต็งกาห์ สามารถลดคาร์บอนได้ 15,000 tCO2/ปี เขตอุตสาหกรรมเอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ลดคาร์บอนได้ 120,000 tCO2/ปี บราวน์ฟิลด์ แทมปิเนส อีโคทาวน์ (Tampines Ecotown) ลดคาร์บอนได้ 2,250 tCO2/ปี เขตธุรกิจศูนย์วิจัย Science Park 1 ลดคาร์บอนได้ 250 tCO2/ปี

พื้นที่พาณิชย์อาคารลาบราดอร์ ลดคาร์บอนได้ 1,000 tCO2/ปี และเขตมารีน่า เบย์ ลดได้ 20,000 tCO2/ปี รวมแล้วในสิงคโปร์เอง จำนวนคาร์บอนที่สามารถลดได้ต่อปีถึง 158,500 tCO2/เทียบได้กับการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนประมาณ 145,000 คันต่อปี

“โมเดลนี้จะนำมาใช้ที่ประเทศไทยอย่างแน่นอน ภายใต้โซลูชั่น green energy tech (GETTM) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการอาคารและการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกัน จะมีทั้งข้อมูลเชิงลึกอย่างการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคด้วยการระบุปริมาณพลังงานที่สูญเสียไป แจ้งเตือนการใช้พลังงาน และเวลาการใช้พลังงาน

โดยระบุช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เพื่อออกแบบกลยุทธ์ลดความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ลูกค้าควบคุมต้นทุนด้านพลังงานได้”

มุ่งเป้าลูกค้าใน EEC

เราเลือกลงทุนในไทย เพราะนโยบายด้านพลังงานชัดเจน และเห็นแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้โซลาร์เซลล์ การใช้พลังงานหมุนเวียน มีการลงทุนและสนับสนุนการเกิดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีความต้องการใช้พลังงานจำนวนมาก

เนื่องจากประชาชนย้ายเข้ามาอาศัยในพื้นที่ตัวเมืองมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็น 52% ในปี 2564 ขึ้นมาจาก 44% ในปี 2554 นอกจากนี้กว่า 50% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย มาจากตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ความต้องการพลังงานความเย็นจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี 2573

“SP Group มีนโยบายการลงทุนระยะกลางและยาว ไม่ใช่แค่ 3-5 ปี เหมือนเราทุ่มลงทุนที่สิงคโปร์ ความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะที่นั่น SP Group เป็นที่รู้จักและเป็นบริษัทขนาดใหญ่มาก แต่ที่ไทยยังรู้จักน้อย ดังนั้น เราต้องหาพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ ดึงที่สุดของโครงการมาทำตลาดที่ไทย เรามุ่งเป้าไปที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ อีอีซี EEC