สภาพัฒน์ เสนอแนะ 8 แนวทางบริหารเศรษฐกิจปี 2566 ฝ่าสารพัดปัจจัยเสี่ยง ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก-ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน-ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์-หนี้สินครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง-การกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า สศช.ประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจปี 2566 ว่าจะขยายตัวได้ 3.5% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 3-4% ต่อปี ซึ่งยังมีปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากปัจจัย 1.ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 2.ภาวะหนี้สินครัวเรือนและธุรกิจที่อยู่ระดับสูง และ 3.การกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ การบริหารจัดการเศรษฐกิจในปีหน้ามี 8 แนวทางด้วยกันคือ 1.การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้รายย่อย ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เป็นไปอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละราย โดยให้ความสำคัญต่อการแก้ไขภาระหนี้เดิมและการปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่ไปกับการจัดการหนี้นอกระบบ เพื่อให้มีความสามารถในการชำระหนี้และไม่ให้เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและเศรษฐกิจในระยะยาว

2.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยการฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และการเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเพาะปลูก 2566/2567 ที่มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูง
3.การรักษาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้า โดยการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังตลาดหลักที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน และการสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การติดตามสถานการณ์การค้าโลกท่ามกลางแนวโน้มการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจที่นำไปสู่การยกระดับการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า เพื่อศึกษาวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย
การพัฒนาสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม ให้มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา และการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
4.การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง โดยการแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมสำหรับปัจจัยสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านการท่องเที่ยวให้เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ การพิจารณาความเพียงพอของเที่ยวบิน การเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน รวมทั้งการพิจารณามาตรการสินเชื่อและมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง
การส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการรักษามาตรฐานความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มพำนักระยะยาวควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ
5.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการดูแลด้านสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ ภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เพื่อให้กิจการที่มีศักยภาพสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ การเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2562-2564 ให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
การแก้ไขปัญหาที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก และอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ควบคู่ไปกับการดึงดูดนักลงทุนจากกลุ่มประเทศใหม่ที่มีศักยภาพ
การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญ ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และการพัฒนากำลังแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับกับอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้มข้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่
6.การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 93 ของกรอบงบประมาณทั้งหมด และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของงบประมาณทั้งหมด การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐทั้งในด้านการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการในโครงการ์ที่สำคัญ ๆ ที่ได้มีการอนุมติให้ดำเนินการแล้ว
และการเพิ่มศักยภาพทางการคลัง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายได้และการใช้จ่าย เพื่อให้ฐานะการคลังอยู่ในระดับที่เพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้ความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศในระยะต่อไป
7.การติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการติดตามและเฝ้าระวังปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอ่อนแอที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
8.การติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่น เพื่อเตรียมการป้องกันได้อย่างทันท่วงที