เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พยากรณ์อากาศ (1 ส.ค.) ประเทศไทยยังมีฝน ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และ กทม. ตก 60 – 70% 
Economic พยากรณ์อากาศ (1 ส.ค.) ประเทศไทยยังมีฝน ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และ กทม. ตก 60 – 70% 
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 ส.ค.) ปรับลง 2.92% อยู่ที่ 62,925 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 ส.ค.) ปรับลง 2.92% อยู่ที่ 62,925 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026
Biz Movement เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026
นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
Politics นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
News พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
Finance เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
Finance PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
Biz Movement ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
Finance SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
ดูทั้งหมด

KKP ชี้เศรษฐกิจไทยปี’66 ฟื้นช้า-ไม่ทั่วถึง เผชิญ 5 ประเด็นเสี่ยง หั่นจีดีพีโต 2.8%

29 พ.ย. 2565 | 13:38น.
เศรษฐกิจ สตรีตฟู้ด อาหาร

KKP ประเมินเศรษฐกิจไทยปี’66 ฟื้นตัวช้า-ไม่ทั่วถึง ปรับลดจีดีพีเหลือโต 2.8% จาก 3.6% เผยแม้นักท่องเที่ยวกลับมาเป็น 19.2 ล้านคน  ย้ำเกาะติด 5 ประเด็น “เศรษฐกิจโลกถดถอย-น้ำมันแพง-เงินเฟ้อค้างนาน-บาทอ่อน-ดอกเบี้ยสูง”

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 KKP Research ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น หลังจากเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อชะลอเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างมากเช่นกัน ทำให้ภาคการส่งออกอาจจะหดตัวลง โดยคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้เพียง 2.8% ปรับลดลงจาก 3.6% ในการคาดการณ์ครั้งก่อน และถือว่าเป็นการเติบโตที่ช้ากว่าปีนี้ แม้จะตั้งอยู่บนการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 19.2 ล้านคน จาก 10 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นภาพการฟื้นตัวในปีหน้าว่าจะมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างภาคบริการ และภาคการผลิต

5 ประเด็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี’66

1.เศรษฐกิจไทยเติบโตได้หรือไม่ หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

KKP ประเมินว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบไม่รุนแรงในช่วงไตรมาส 1-3 ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีหน้าหดตัวลง 1.8% จากเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาต่างชาติสูง โดยเฉพาะจากสาเหตุ 2 ประการ คือ 1) อุปสงค์ของโลกที่จะปรับตัวลดลง จากสมมุติฐานว่า สหรัฐอเมริกา ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งนับรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงต้นถึงกลางปีหน้า

และ 2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งขยายตัวไปอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้ทำให้มีการสะสมสินค้าคงคลัง (Inventory) ไว้ในปริมาณมาก จนความต้องการซื้อสินค้าใหม่ในช่วงหลังจากนี้จะหดตัวลง อีกทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจทำให้อุปสงค์ของการท่องเที่ยวลดลงได้

ยิ่งกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ (downside risk) เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสถดถอยรุนแรงได้ โดยความเสี่ยงที่จีนจะปิดเมืองนานกว่าที่คาดจากการระบาดรอบใหม่ของโควิดจะกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงไม่โตติดลบเพราะไทยยังไม่ได้ฟื้นตัวจากโควิดมากนัก แต่ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับที่ต่ำมาก โดยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2%

2.ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงได้จริงหรือไม่

ในปี 2566 ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะลดลงตามราคาน้ำมันที่อาจชะลอลง โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย KKP Research ประเมินว่ายังมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดประเทศของจีนที่คาดการณ์ว่าจะทยอยเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 กำลังจะเพิ่มอุปสงค์ต่อน้ำมันอย่างมากและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทย และเงินเฟ้ออาจไม่สามารถปรับตัวลดลงได้เร็วอย่างที่คาดไว้ ซึ่งจะเป็นประเด็นกดดันค่าครองชีพและดุลการค้าของไทยได้

3.เงินเฟ้อไทยจะปรับตัวลดลงได้เพียงใด

KKP Research ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยในปี 2566 จะทยอยปรับตัวลดลง แต่ยังค้างอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือมากกว่า 3% แต่สถานการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าของไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในประเทศ การปรับค่าไฟฟ้า และการชดเชยการอุดหนุนน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินบาทที่ยังคงมีโอกาสอ่อนค่า และราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้

4.เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าและช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อหรือไม่

KKP Research ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลได้เล็กน้อยในปี 2566 ที่ระดับ 2% ของ GDP หลังจากขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกันกว่า 3 ไตรมาสในปีนี้ ซึ่งเกิดจากนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับเข้ามามากขึ้น การลดลงของราคาน้ำมัน และการลดลงของต้นทุนค่าขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทในปีหน้ายังมีแนวโน้มผันผวน และมีความเสี่ยงที่จะยังคงมีทิศทางอ่อนค่าได้อยู่ จาก (1) ดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสติดลบในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า จากปัจจัยด้านฤดูกาลทั้งการท่องเที่ยวและการค้า สร้างความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment)

(2) การคาดการณ์ผลตอบแทนตลาดหุ้นต่างประเทศจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากปัญหาเงินเฟ้อจบลง ทำให้เงินลงทุนอาจไหลออกจากไทยได้ (3) สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศค้างอยู่ในระดับสูง และกดดันค่าเงินบาทต่อเนื่อง

5.ถ้าโลกลดดอกเบี้ยปีหน้า ไทยยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นหากมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในประเทศ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในแดนติดลบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ KKP Research ประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า โดยเป็นการขึ้นต่อเนื่องครั้งละ 0.25% จนถึงระดับ 2.25% ในช่วงไตรมาส 3 ปีหน้า ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ดี และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมาก

ทางสองแพร่ง-เงินเฟ้อค้าง หรือถดถอยรุนแรง

เศรษฐกิจโลกกำลังจะเจอกับปัญหาในสองทาง คือ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงแต่ไม่ถึงกับถดถอยรุนแรงโลกจะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะค้างในระดับสูงยาวนาน หรือหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น เสถียรภาพในตลาดอสังหาฯ ปัญหาในตลาดเกิดใหม่ ปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ในภาคธุรกิจ ก็จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงได้ทันที ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทย

KKP Research ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงยังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดที่ยังค้างอยู่ในระดับสูงกว่าปกติมาก และหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นจริง เครื่องมือนโยบายการเงินใหม่ ๆ จะถูกนำกลับมาใช้เพื่อสนับสนุนตลาดได้ โดยธนาคารกลางมีแนวโน้มเลือกป้องกันความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสูงที่จะอยู่ในภาวะ “Stagflation” มากกว่า

สำหรับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป นโยบายการเงินต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน เสถียรภาพระบบการเงิน อย่างรอบคอบเพื่อปิดความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจ และช่วยประคองให้เศรษฐกิจในปีหน้าสามารถฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพได้