เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ตามคาด สู่ระดับ 4.25-4.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ยันตรึงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% เจ้าหน้าที่เฟดคาดยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/12) ที่ระดับ 34.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (14/12) ที่ระดับ 34.56/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันพุธ (14/12)ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ตามคาด สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ ซึ่งเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง, 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.75% จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4.25% ในปีนี้
และในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปีหน้า ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2550
นอกจากนี้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยกับสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงิน โดยระบุว่า เฟดจะไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% และขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเฟดให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายการเงินที่มีการคุมเข้มมากพอที่จะฉุดเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายดังกล่าว
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะเติบโตได้ 3.6% เร่งตัวขึ้นจากปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 3.2% โดยการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการบริโภคในประเทศ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดี แม้จะมีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
โดยในปี 2566 มีโอกาสที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะสูงกว่าที่มองไว้ จากนักท่องเที่ยวจีน เอเชียใต้ และตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่ล่าสุดปลายปี 2565 ได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ที่เข้มงวดภายในประเทศลงแล้ว รวมถึงผ่อนคลายการเดินทางเข้าออกพรมแดนกับฮ่องกง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.60-35.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.93/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (15/12) ที่ระดับ 1.0681/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวาน (14/12) ที่ระดับ 1.0655/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยตลาดยังคงจับตาการประชุมนโยบายการเงินของ ECB โดยคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 สู่ระดับร้อยละ 2.00 ในการประชุมคืนนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0606-1.0684 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0613/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/12) ที่ระดับ 135.46/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (14/12) ที่ระดับ 135.05/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (15 ธ.ค.) ว่า ยอดนำเข้าเดือน พ.ย.ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแซงหน้ายอดการส่งออก ส่งผลให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าติดต่อกันเป็นเดือนที่ 16
ขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดนำเข้าเดือน พ.ย.พุ่งขึ้น 30.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 27% หลังจากที่พุ่งขึ้น 53.5% ในเดือน ต.ค. เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ยอดส่งออกเดือน พ.ย.ปรับตัวขึ้น 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ และชะลอตัวลงจากเดือน ต.ค. ที่ขยายตัว 25.3% ส่งผลให้ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้า 2 ล้านล้านเยน (1.476 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือน พ.ย. ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 135.24-136.79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 16.63/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -12.50/-12.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -12.00/-17.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ