เมื่อ “จุดแข็ง” กลายเป็น “จุดอ่อน”
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ในสถานการณ์ธุรกิจทั่วโลกที่กำลังพูดถึงการปรับตัวครั้งสำคัญ จากคลื่นเทคโนโลยีที่เข้ามา สร้างการเปลี่ยนแปลงสมรภูมิการแข่งขันของโลกธุรกิจแบบใหม่ ๆ องค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าความท้าทายจากกระแสดิสรัปชั่น บนการแข่งขันแบบข้ามสายพันธุ์
เช่นที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB องค์กรเก่าแก่ที่มีอายุ 111 ปี ที่ออกมาประกาศชัดถึงนโยบายการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างรุนแรงแบบ going up sidedown หรือ “กลับหัวตีลังกา” เพื่อก้าวให้ทันโลก ด้วยการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ พร้อมกับประกาศลดสาขาแบงก์ ลดขนาดองค์กร ลดพนักงาน และการลดต้นทุน
แม้ว่าการลดพนักงานตามแผนของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นการลดลงตามธรรมชาติ จากการที่แต่ละปีจะมีพนักงานลาออกประมาณ 3,000 คนอยู่แล้ว
“อาทิตย์ นันทวิทยา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และซีอีโอ SCB กล่าวว่า วันนี้ธนาคารไม่ได้เกิดวิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตในการที่จะทำให้องค์กรปรับตัวได้ฉับพลัน เพียงพอ รวดเร็วพอ มากพอ ที่จะพาคนในองค์กรให้เดินก้าวข้ามไป
“ถ้าองค์กรมีความสามารถในการ adopt technology ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี องค์กรเจ๊งแน่นอน”
เพราะความยิ่งใหญ่ของบริษัทที่มีอายุยาวนานจนกลายเป็นยักษ์ ค่านิยมแบบยักษ์ที่พนักงานและองค์กรภูมิใจในอดีต ได้กลายเป็นอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจในโลกยุคใหม่
เรียกว่าสิ่งที่เคยเป็น “จุดแข็ง” ในอดีต วันนี้กลายเป็น “จุดอ่อน” ทั้งวัฒนธรรมองค์กรที่ปลูกฝังกันมา โครงสร้างธุรกิจแบบยักษ์ใหญ่ สาขาและพนักงานจำนวนมากที่ลงทุนสร้างไว้
ซีอีโอเอสซีบีย้ำว่า “การทำธุรกิจรูปแบบเดิม ๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป วันนี้ต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวิถีเดิม ๆ ที่เคยเป็น และเคยทำ”
นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “มนุษย์เงินเดือน” ในยุคนี้
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ กระบวนการลดต้นทุน และการปรับลดพนักงานของธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน, ค้าปลีก รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตแบบเก่า ๆ ที่มีข่าวปิดสาขาและลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อม ๆ กับกระแสการควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจยุคเก่าและยุคใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เพราะการดิ้นรนของภาคธุรกิจเพื่อสร้างกำไร สร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรเจ้าของทุนเป็นสำคัญ พร้อม ๆ กับการเข้ามาของเทคโนโลยี จึงเกิดแนวคิดที่ว่า ถ้าพนักงานไม่สามารถปรับตัวให้ทันการปรับเปลี่ยนขององค์กร ก็ต้องออกไปในที่สุด
ดังคำพูดของอาทิตย์ที่ว่า “โลกธุรกิจยุคแห่งการแบ่งปันผลผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะถ้าคนเหล่านั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนทักษะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง”
ดังนั้นแม้ว่าในภาวะเศรษฐกิจโลกเติบโต จีดีพีประเทศไทยขยายตัว แต่ใช่ว่าทุกคนจะกินดีอยู่ดี
สอดคล้องกับ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ที่ปรึกษาฝ่ายวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร อธิบายว่า ภาพเศรษฐกิจไทยเวลานี้ เป็นการเติบโตแบบกระจุก แม้ว่าตัวเลขจีดีพีขยายตัว แต่ไส้ในเศรษฐกิจไทยพบว่า 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการจ้างงานลดลงต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมเกษตร การเงิน รับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร บันเทิง เป็นต้น โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการจ้างงานลดลงสุทธิ 5.56 แสนคน
ที่สำคัญคือ พบว่า “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเกือบ 40 ล้านคน อยู่ในภาวะที่รายได้ไม่ขยับเพิ่มมา 3 ปีแล้ว
จึงเกิดคำถามที่ว่า ทำไมเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะเงินในกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจที่เติบโตมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินในกระเป๋าเจ้าของทุนเป็นหลัก
ดังนั้นวันนี้ข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจโต จึงเป็นแค่ข่าวดีของคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น