“บสย.” ปรับโมเดลค้ำ SMEs แท็กทีมแบงก์รัฐดันสินเชื่อปี’61
ปี 2561 นี้ เป็นปีที่รัฐบาลประกาศทุ่มสรรพกำลังช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้ “เข้าถึงแหล่งเงินทุน” เต็มที่
เห็นได้จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แห่ปรับเป้าหมายดำเนินงาน มาโฟกัสที่กลุ่ม SMEs กันมากขึ้น
ส่วนบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs ที่ไม่มีหลักประกัน หรือหลักประกันไม่เพียงพอ ก็ประกาศนโยบายและแผนดำเนินงานปีนี้ มุ่งเน้นเข้าไปส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรียกว่า Micro SMEs มากขึ้น

“นิธิศ มนุญพร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย.เปิดเผยว่า ปีนี้ บสย.ได้ตั้งเป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อให้ได้ถึง 110,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการใหม่เข้าถึงสินเชื่อ กว่า 99,306 ราย โดยในจำนวนนี้จะส่งเสริม Micro SMEs ไม่น้อยกว่า 73% ของจำนวนการค้ำประกัน (LG) ทั้งหมด
“ปีนี้เราจะเน้นกลุ่มไมโคร เพราะเป็นกลุ่มรากหญ้าของประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็อยากให้กลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุน”
ล่าสุด บสย.ได้ประกาศหลักเกณฑ์ “Single Guarantee Limit” สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ Micro Entrepreneurs โดยกำหนดกรอบวงเงินค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการ
SMEs ต่อราย รวมทุกโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro Entrepreneurs รวมทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย จากเดิมที่จะค้ำประกันให้เพียงรายเดียวในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งนี้ เพื่อให้วงเงินค้ำประกันกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยให้มากที่สุด
“โครงการค้ำประกัน Micro Entrepreneurs เฟส 2 ที่มีวงเงิน 13,500 ล้านบาท ตอนนี้เหลือแค่ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ แต่วงเงินน่าจะหมดตั้งแต่เดือน เม.ย. ซึ่งเราก็จะทำเฟส 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท รายละเอียดค้ำประกันก็น่าจะเหมือนเดิม ค้ำรายละไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมอาจจะปรับลดลงมาบ้าง จาก 1-3% เป็น 1-2% คาดช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณ 100,000 ราย โดยจะเสนอเข้าบอร์ดในเดือน ก.พ.นี้ และเดือน มี.ค.จะเสนอกระทรวงการคลัง”
ขณะเดียวกันจะมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มน็อนแบงก์ ที่อยู่ระหว่างจัดทำโมเดล คาดว่าจะเริ่มได้ราวไตรมาส 2-3 ของปีนี้ ซึ่งจากเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังประกาศ จะมีน็อนแบงก์ที่เข้าข่ายอยู่ราว 12 บริษัท
นอกจากนี้ “นิธิศ” บอกด้วยว่า ที่ผ่านมา การออกโปรดักต์ของ บสย.จะพึ่งพา “งบประมาณภาครัฐ” เป็นหลัก แต่ปีนี้กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการ บสย.มีนโยบายว่า นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป บสย.จะต้อง “ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง” พร้อมหาแนวทาง “ลดการพึ่งพารัฐ” ลง โดยทยอยลดลงต่อเนื่องในระยะ 5 ปี
“การลดพึ่งพารัฐ คือ เวลาออกโปรดักต์ ในการสนับสนุนเอสเอ็มอี จะร่วมมือกับแบงก์ในการจ่ายค่าชดเชยอย่างไรก็ต้องทำด้วยตัวเองมากขึ้น ฉะนั้นในปีนี้เราจะทำโปรดักต์ใหม่ อย่างโครงการที่ทำอยู่เราค้ำ 10 ปี ต้องใช้เงินรัฐ 12.5% เฉลี่ยปีละ 1.25% ดังนั้น 10 ปีก็ต้องใช้งบประมาณ 12,500 ล้านบาท” นายนิธิศกล่าว
สำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทุน (PGS6) ปัจจุบันเหลือวงเงิน 40,000 ล้านบาท คาดว่าจะหมดใน มิ.ย. ซึ่งขณะนี้ บสย.กำลังทำโมเดลค้ำประกันใหม่ “PGS 7” ที่จะเริ่มลดการพึ่งพารัฐลง ขณะที่ทางแบงก์กับลูกค้า SMEs จะไม่ได้รับผลกระทบในแง่สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจาก บสย.
“เดิมธนาคารพาณิชย์ประเมินว่า วงเงิน PGS6 น่าจะหมดใน ธ.ค. 2560 แต่ก็ปรับใหม่เป็น มิ.ย. 2561 เนื่องจากยังกังวลหนี้เสีย แต่ภายใน มิ.ย.นี้ เราก็คิดว่า 40,000 ล้านบาท น่าจะหมด ส่วน PGS7 ที่จะออกมาใหม่ ตั้งวงเงินไว้ราว 50,000 ล้านบาท เพื่อให้หมดใน ธ.ค.ปีนี้ โดยเราจะใช้กลยุทธ์ให้โปรดักต์ขายได้หมดในเวลาอันสั้น และแบงก์จะได้รู้สึกว่า ต้องรีบใช้โปรดักต์เรา”
นอกจากนี้ ในปีนี้ บสย.จะเน้นความร่วมมือกับแบงก์รัฐมากขึ้น เช่น กรณีเอสเอ็มอีแบงก์ที่ได้รับนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมให้ปล่อยกู้ SMEs 50,000 ล้านบาท ก็คาดว่าจะใช้ บสย.ค้ำ 60-70%
“ได้คุยกันในสภาแบงก์รัฐให้ปล่อยสินเชื่อช่วย SMEs มากขึ้น อย่างปีที่แล้วสัดส่วนแบงก์รัฐใช้ บสย.ค้ำประมาณ 18% แบงก์เอกชนกว่า 80% โดยเราจะเพิ่มให้สัดส่วนแบงก์รัฐมีมากกว่า 20%”
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า กำลังหลักในการช่วยเหลือเงินทุนให้ SMEs ในปีนี้ ยังต้องอาศัยพลังของ SFIs หรือแบงก์รัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลักไปก่อน