ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ ตลาดจับตาดู PMI
ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ ตลาดจับตาดู PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Manager Index) สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะเติบโตร้อยละ 4.3 เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 2.1
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 34.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (19/4) ที่ระดับ 34.4/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ Beige Book ในวันพุธ (19/4) โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐชะงักงันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่อง
ส่วนระดับเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโดยรวมนั้น ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐนั้น อยู่ในระดับทรงตัวจนถึงชะลอตัวลงเล็กน้อย ขณะที่ค่าจ้างยังคงปรับตัวสูงขึ้น แต่ไม่มากนัก และตลาดแรงงานยังคงส่งสัญญาณคลายความตึงตัว
นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 1/2566 ไม่เปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะเติบโตร้อยละ 4.3 (เดิมคาดเติบโตร้อยละ 4.5) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดจะอยู่ที่ร้อยละ 2.1 (เดิมคาดไว้ที่ร้อยละ 2.7) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดจะอยู่ที่ร้อยละ 1.7 (เดิมคาดไว้ที่ร้อยละ 3.3) ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ที่ร้อยละ 3.6 ของ GDP (เดิมคาดไว้ที่ร้อยละ 4.0) คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีในครึ่งปีหลังจากการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของภาคการท่องเที่ยว จากอานิสงส์ของการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน
ในส่วนของภาวะเงินเฟ้อคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจอยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่ 3 และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อและการบริโภคจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายทางเศรษฐกิจ
ในส่วนของปัจจัยด้านอุปทาน ราคาพลังงานและราคาอาหารที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งสนับสนุนมุมมองที่คาดว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 34.35-34.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.39/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 1.0956/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (19/4) ที่ระดับ 1.0932/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน มี.ค.ของเยอรมนีปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564
ทั้งนี้ ดัชนี PPI เดือน มี.ค. ปรับตัวขึ้น 7.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 9.8% ปัจจัยที่ทำให้ดัชนี PPI ปรับตัวสูงขึ้นในเดือน มี.ค.นั้น มาจากราคาพลังงานพุ่งขึ้น 6.8% ส่วนดัชนี PPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดพลังงานเพิ่มขึ้น 7.9% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี
สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นและจะต้องมีการปรับทบทวนในภายหลัง เนื่องจากนโยบายการปรับราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซที่มีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. อาจจะทำให้การคำนวณดัชนี PPI เปลี่ยนแปลงไป โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0949-1.0976 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0958/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 134.83/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (19/4) ที่ 134.80/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (20/4) ว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21.73 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2565 ที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้การนำเข้าขยายตัวมากกว่าการส่งออก
รายงานระบุว่า ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 32.2% จากปีก่อนหน้าที่ 120.95 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 15.5% ท่ 99.23 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยน้ำมันดิบ, ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่มีส่วนทำให้ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลดลง และอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากต่างประเทศช่วยหนุนยอดการส่งออกรถยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า และสินค้าอื่น ๆ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 134.41-134.96 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 134.79/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีการผลิตเดือน เม.ย.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย (20/4), ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐเดือน มี.ค. (20/4), ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน มี.ค. จาก Conference Board (20/4), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีเดือน เม.ย.จาก GfK (21/4), ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่นเดือน มี.คง (21/4), ตัวเลขส่งออก-นำเข้าของไทยเดือน มี.คง (21/4), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของยูโรโซน เดือน เม.ย. (21/4), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของสหรัฐเดือน เม.ย. (21/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.50/-9.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.70/-6.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ