สัมภาษณ์
บทบาทของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มิใช่เพียงเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ใหม่ ๆ หรือการให้ความสำคัญนโยบายยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (strategic partnership) ตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่ง “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มองว่า การเตรียมความพร้อม “หลังบ้าน” ก่อนการเจรจาถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในช่วงที่ความตกลงหลายฉบับอยู่ในจังหวะรอการเลือกตั้ง ระหว่างนี้จึงมุ่งเน้นการจัดทัพ “ภายในประเทศ” เพื่อใช้ประโยชน์จาก “big data” สำหรับการเจรจาในอนาคต
เตรียมพร้อมรับมือเปิดเสรี
เป็นที่ทราบกันว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ (local economy) กรมในฐานะผู้เจรจาต้องวางแนวทางการเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจในประเทศด้วย ถือเป็นพันธกิจรูปแบบหนึ่งที่เดินหน้าอยู่ ทั้งการสร้างความมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งจะมีการเปิดตลาดการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งไทยต้องเปิดตลาดให้กับประเทศคู่เจรจาด้วย สิ่งสำคัญคือในช่วงเวลาอีก 2 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2563-2568 การค้าเสรีจะเปิดเต็มตัว 100% จากที่ทยอยลดภาษีระหว่างกันเรื่อยมา
กรมมีความเป็นห่วงในเรื่องการเตรียมความพร้อมของภาคสินค้าเกษตรว่า ได้มีมากน้อยเพียงใด รับทราบข้อมูลหรือไม่ว่า มีสิทธิส่งออกได้ด้วย ในช่วงที่ผ่านมามีการลงพื้นที่ไปประชุมร่วมกับผู้ผลิตต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำหลายกลุ่มสินค้า เช่น โคนม กาแฟอราบิก้า และเร็ว ๆ จะลงพื้นที่พบกับกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ และกลุ่มผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าทางภาคใต้ เพื่ออธิบายว่าภายใน 2-3 ปีนี้จะต้องเปิดการค้าเสรี และจะเตรียมรับการเปิดเสรีอย่างไร ขณะเดียวกันเป็นการเติมข้อมูลให้เจ้าหน้าที่กรม เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริงตลอดสายการผลิตมากขึ้นด้วย
ล่าสุดกรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งประเทศไทย และจะทำเรื่อง big data เพื่อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการด้วย
นโยบายการเจรจาหลังจากนี้
หากอนาคตประเทศไทยเข้าสู่การเลือกตั้ง ต้องเดินหน้าความตกลงเอฟทีเอ หรือกรอบการเจรจาอื่น ๆ เช่น การเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-อียู, ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP หรือฉบับใหม่เรียก CPTPP) ในระหว่างนี้จะผลักดันการเจรจาที่ค้างอยู่ให้จบในปีนี้ ทั้งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว สมาชิก16 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเจรจา บางประเทศอาจไม่พร้อมเปิดเสรีมาก ขณะที่เป้าหมายต้องการเปิดเจรจาในภาคบริการ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการเปิดการค้าเสรีมาก
ขณะเดียวกันมีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีทวิภาคี (เอฟทีเอ) 2 ฉบับที่จะปิดรอบในปีนี้ คือ ไทย-ตุรกีกำลังเจรจารอบที่ 3 ช่วงต้นเดือนเมษายน เอฟทีเอไทย-ปากีสถานจะประชุมรอบที่ 10 ในช่วงเดือนเมษายนของปีนี้เช่นกัน
ความคืบหน้า FTA 2 ฉบับ
เอฟทีเอไทย-ปากีสถานคืบหน้ากว่า 95% ยังเหลือเจรจาต่อเรื่องกรอบภาษี แต่ไม่มากนัก กรมได้หารือร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางภาคเอกชนมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจในประเทศนั้น ๆ อย่างไร และทางปากีสถานมีแนวนโยบายเชิญชวนประเทศคู่ค้าเข้าไปลงทุน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศเพิ่งสงบ จึงต้องการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันไทยเองต้องมองด้วยว่าอุตสาหกรรมไทยต้องการอะไรจากประเทศคู่ค้านั้นด้วย
ส่วนตุรกีมีส่วนสำคัญเนื่องจากมีเอฟทีเอกับหลายประเทศ เช่น ในอนาคตตุรกีจะเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากตุรกีมีความสัมพันธ์อันดีกับตะวันออกกลาง และสามารถขยายตลาดไปได้ถึงแอฟริกาและยุโรปด้วย
แผนเปิดเจรจาในอนาคต
แผนการเจรจากรมไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการส่งออก-นำเข้า แต่จะรวมไปถึงความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจะมองเพียงตัวเลขไม่ได้ แผนการเจรจาจะเลือกประเทศที่มีศักยภาพ เช่น จีน กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น บาห์เรน อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย, กลุ่มเอเชียใต้ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ แต่ละประเทศมีความน่าสนใจมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงเช่น ศรีลังกา จีดีพีขยายตัว 6-7% จำนวนประชากรมาก หรือบาห์เรนเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เหมาะที่จะเป็นพื้นที่สำหรับการลงทุนในธุรกิจบริการไทยมาร์ท ซึ่งจะมีทั้งสินค้า ร้านอาหารไทย หรือในกลุ่มสหภาพยุโรปหลายประเทศ เช่นฝรั่งเศส ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีจะนำคณะไปเยือนกลางปีนี้ หรือกลุ่มแอฟริกา ซึ่งมีแผนเยือนอียิปต์และโมซัมบิก เดือนมีนาคม 2562 นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดการเจรจากับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU)