เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ธปท.งัดมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนชุดใหญ่ ลุยหนี้เรื้อรัง 5 แสนบัญชี-ดึงกลุ่มเสี่ยงเข้าระบบ 

21 ก.ค. 2566 | 18:11น.
ธปท. มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดมาตรการชุดใหญ่ “แก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน” หวังลดหนี้ครัวเรือนสู่ระดับศักยภาพ 80% จากปัจจุบัน 90.6% เตรียมแก้หนี้เรื้อรัง ปิดจบหนี้ 5 ปี คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% พร้อมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าทดสอบ “คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” ไตรมาสที่ 2/67 ด้านมาตรการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) จ่อใช้ 1 ม.ค. 68     

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น และรายได้ลูกหนี้กลับมาดีขึ้น ทำให้ ธปท.ทยอยปรับมาตรการเข้าสู่ภาวะปกติ (normalize) แต่จะเห็นว่าภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 16 ล้านล้านบาท หรือ 90.6% ต่อจีดีพี ซึ่งสูงกว่าระดับศักยภาพที่ 80% ต่อจีดีพี 

ดังนั้น ธปท.จึงออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เพื่อดูแลหนี้ 4 กลุ่ม ได้แก่ หนี้เสีย ให้สามารถแก้ไขได้, หนี้เรื้อรังให้มีทางจบหนี้ได้, หนี้ใหม่ที่เร่งตัวสูงขึ้น ให้มีคุณภาพและไม่กลายเป็นปัญหาในอนาคต และหนี้นอกระบบ ให้มีโอกาสเข้ามากู้ในระบบได้ โดยดูแลตลอดทั้งวงจรหนี้ 

“มาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับพฤติกรรมของทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ช่วยแก้ปัญหาหนี้เดิม ดูแลหนี้ใหม่ และทำให้หนี้ครัวเรือนไทยลดลงสู่ระดับที่ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน”

นายรณดล นุ่มนนท์
นายรณดล นุ่มนนท์

 

แก้หนี้เรื้อรังกลุ่มรายได้ไม้กิน 2 หมื่น จบหนี้ 5 ปี  

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการที่จะเร่งบังคับใช้ก่อน คือ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2567 รวมถึงการดูแลหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2567 

สำหรับรายละเอียดมาตรการดูแลลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรัง เบื้องต้นจะทำในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียน (Revolving Loan) มีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ และจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ Persistent debt :PD จะสามารถจบหนี้ภายใน 5 ปี และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ไม่เกิน 15% ต่อปี 

ซึ่ง ธปท.จะแบ่งกลุ่มลูกหนี้เรื้อรังเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.ลูกหนี้ที่มีสัญญาณเป็นเรื้อรัง (General PD) โดยจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นย้อนหลัง 3 ปี (นับตั้งแต่ 1 เม.ย. 67) กลุ่มนี้จะได้รับข้อความแจ้งเตือนว่ามีสัญญาณหนี้เรื้อรัง แนะนำให้ชำระหนี้ต่อเดือนมากขึ้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและปิดจบหนี้เร็วขึ้น

2.ลูกหนี้เรื้อรัง (Severe PD) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นย้อนหลัง 5 ปี โดยกำหนดเกณฑ์ลูกหนี้เบื้องต้นเป็น 2 กลุ่ม คือ ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มธุรกิจการเงิน ที่มีรายได้น้อยกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน และลูกหนี้ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) รายได้ 1 หมื่นบาทต่อเดือน ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อประเมินผลกระทบจากกลุ่มน็อนแบงก์อีกครั้งภายใน 1 ปี เพื่อปรับเงื่อนไขใหม่

อย่างไรก็ดี เงื่อนไขลูกหนี้ที่เข้าโครงการ PD จะไม่สามารถเบิกเงินเพิ่มได้จนกว่าจะปิดหนี้จบ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน รวมถึงมีรายงานประวัติข้อมูลเครดิตว่าเข้าปรับโครงสร้างหนี้ในโครงการ PD โดยมาตรการนี้แล้วแต่ความสมัครใจของลูกค้าในการเข้าร่วม 

โดยจากการประเมินผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน มองว่า อาจจะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยบ้าง แต่หากดูสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อรายย่อยมีอยู่ 30% และพอร์ตสำคัญเป็นสินเชื่อบ้าน ซึ่งสินเชื่อบุคคลเป็นส่วนน้อย และหากดูสินเชื่อบุคคลประเภทหมุนเวียนมีสัดส่วนเล็กน้อย ประกอบกับดอกเบี้ยที่ปรับลดลง 25% มาอยู่ 15% คิดเฉลี่ยอยู่ที่ 21-22% ซึ่งเป็นอัตราที่สถาบันการเงินรับได้

“ที่เราต้องกำหนดเงื่อนไข จะทำให้แก้ไขหนี้ไม่จบ และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ดี และต้องการปิดจบหนี้ ขณะที่เลือกทำในกลุ่มรายได้ 2 หมื่นบาท เพราะต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน หรือเปราะบางก่อน เชื่อว่ากลุ่มรายได้สูงน่าจะมีทางออกมากกว่านี้ ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลจากสถาบันการเงินโดยคร่าว ๆ พบว่ามีลูกหนี้เข้าข่ายหนี้เรื้อรังราว 5 แสนบัญชี”

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์

 

Q2/67 เปิดทดสอบ Sandbox ปลดล็อกเพดานดอกเบี้ย 

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า ภายในไตรมาสที่ 2/2567 ธปท.จะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าทดสอบโครงการ Sandbox ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (risk-based pricing: RBP) ซึ่งขอบเขตจะเริ่มจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน และนาโนไฟแนนซ์ 

โดยมาตรการ RBP จะเป็นกลไกช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบันสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีประวัติการชำระหนี้ดี จะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบัน 

ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้ที่เข้าร่วมทดสอบ คือ 1.ผ่านเกณฑ์ประเมินตามเกณฑ์ Responsible Lending 2.เป็นสมาชิก NCB 3.มีระบบประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ที่แยกความเสี่ยงได้จริง และ 4.มีแผนธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย และการกระจายตัวของดอกเบี้ยแต่ละกลุ่ม โดย ธปท.จะเปิดรับสมัครเข้าทดสอบทุก 6 เดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะใช้เวลา 1-2 ปี 

หากการทดสอบเป็นไปตามที่ ธปท.กำหนด ผู้ประกอบการสามารถให้บริการในวงกว้างได้ และสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ดี หากการทดสอบไม่สำเร็จตามแผนจะต้องยุติและกลับไปคิดดอกเบี้ยภายใต้เพดานปัจจุบัน  

“เราไม่ได้มีเพดานกำหนด แต่ถามว่ามีในใจไหม มีในใจ แต่ต้องขอดูโมเดลของผู้ที่จะเข้าร่วมทดสอบก่อน เพราะโครงสร้างธุรกิจแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ซึ่งผู้ประกอบการภายใต้กำกับมีเป็น 100 ราย เราจะต้องเลือกผู้ประกอบการที่พร้อม และบางรายก็มองว่าไม่คุ้มกับต้นทุนการติดตามหนี้ จากผลตอบแทนที่ได้รับ อาจไม่ร่วมก็ได้” นางสาวสุวรรณีกล่าว

 

กำชับแบงก์ไม่กระตุ้นลูกค้าก่อนหนี้เกินตัว 

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า สำหรับการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ผู้ให้บริการต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ ได้แก่ 

1.ก่อน/กำลังจะเป็นหนี้ ต้องโฆษณาและเสนอขายผลิตภัณฑ์ โดยให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ไม่กระตุ้นให้ลูกหนี้เป็นหนี้เกินตัว 

2.ระหว่างเป็นหนี้ ส่งเสริมการให้ข้อมูลเงื่อนไขและคำเตือนที่ลูกหนี้ควรรู้ เพื่อกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ (nudge) รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยสนับสนุนให้ลูกหนี้มีวินัยทางการเงิน เช่น ทำระบบอัตโนมัติให้ลูกหนี้จ่ายชำระมากกว่าขั้นต่ำ เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย

3.เมื่อลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ ต้องมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ 

4.เมื่อจะดำเนินคดีและโอนขายหนี้ ต้องแจ้งสิทธิและข้อมูลสำคัญแก่ลูกหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ ตลอดจนผู้รับโอนหนี้ต้องกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้อย่างเหมาะสม 

 

จ่อกำหนด DSR 1 ม.ค.68 รายได้ต่ำ 3 หมื่น ไม่เกิน 60% 

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า สำหรับการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (debt service ratio: DSR) ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ (macroprudential policy) เพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ ลดการก่อหนี้เกินตัว ให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งในระยะแรกจะเริ่มใช้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อน

โดย ธปท.กำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ในกลุ่มรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน จะกำหนด DSR ต้องไม่เกิน 60% และรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน กำหนด DSR 70% และสามารถยืดหยุ่นได้ถึง 90% และสินเชื่อที่ปล่อยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้จะต้องมียอดไม่เกิน 15% ของสินเชื่อใหม่ 

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ธปท. มีแผนจะบังคับใช้มาตรการนี้ในปี 1 มกราคม 2568 โดยจะประเมินสถานการณ์และบริบททางเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งการบังคับใช้มาตรการ จะต้องสื่อสารล่วงหน้าให้ประชาชนและผู้ให้บริการมีเวลาในการปรับตัว