ธปท.ปรับปรุงเกณฑ์คิดหนี้ครัวเรือนใหม่ ดันยอดล่าสุดสิ้นไตรมาส 1/2566 พุ่ง 16 ล้านล้าน สัดส่วนทะลุ 90% ของจีดีพี นายแบงก์หนุนแก้หนี้เรื้อรัง-แยกลูกหนี้ให้ชัด
วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน ที่มีการปรับปรุงใหม่อยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 90.6% ต่อ GDP (ณ ไตรมาส 1/2566) ขยับเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 15.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.3% ต่อ GDP
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปลายเดือน ก.ค.นี้ ธปท.จะออกแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน โดยจะครอบคลุมตลอดวงจรหนี้ 4 กลุ่ม ตั้งแต่ 1.หนี้เสียที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ค้างชำระเกิน 90 วัน) โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดในช่วงโควิด-19 (รหัส 21) 2.หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดจบไม่ได้ 3.หนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็ว และ 4.หนี้นอกระบบ
โดยแนวทางการกำกับดูแลหนี้ทั้ง 4 กลุ่มนั้น ธปท.จะดำเนินการภายใต้ 3 หลักเกณฑ์ ได้แก่ 1.เกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending : RL) 2.กลไกการคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk Based Pricing : RBP) และ 3.มาตรการ Macroprudential Policy (MAPP) หรือการให้สินเชื่อสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ และให้ลูกหนี้มีเงินเหลือพอในการดำรงชีพ (DSR)
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับปรุงข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่นำหนี้ประเภทอื่นมารวมด้วย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มเป็น 90.6% มองว่าทำให้สามารถมองเห็นข้อมูลหนี้ครอบคลุมมากขึ้น และสามารถโฟกัสการแก้ไขปัญหาได้ทุกจุด ไม่เหวี่ยงแห
และสามารถแยกหนี้ได้ว่ากลุ่มไหน คือ หนี้ดีที่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้ไม่ดี เช่น หนี้อุปโภคบริโภค ที่อาจจะต้องหยุดการกระตุ้นโฆษณา 0% หรือหนี้เรื้อรังที่ลูกหนี้ไม่สามารถจบหนี้ได้ รวมถึงหนี้นอกระบบ ซึ่งเหล่านี้ ธปท.เห็นข้อมูลชัดขึ้น จะส่งผลดีต่อการดำเนินนโยบาย
“ธปท.เดินถูกทาง โดยธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) และ ธปท.จะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องหนี้เรื้อรังที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากลูกหนี้ผ่อนหนี้ไม่จบสิ้น” นายศักดิ์ชัยกล่าว