Skip to content

โจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่

17 ส.ค. 2566 | 10:50น.
โจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ดิษนีย์ นาคเจริญ

พรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาล นำพานายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเข้าป้ายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้หรือไม่ยังคงต้องรอจนถึงวันโหวตฯ ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคธุรกิจอยากเห็นความชัดเจนโดยเร็ว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น เมื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรวบรวมเสียงได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

และคาดว่าจะมีพรรคการเมืองและวุฒิสภาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมจนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากแคนดิเดตพรรคเพื่อไทยได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ เสถียรภาพของรัฐบาลที่ต้องมีเสียงเพียงพอ และเข้มแข็ง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น และต่อเนื่อง

“น่าจะมีรัฐบาลใหม่ได้ในกรอบ ส.ค.-ก.ย. ที่ไม่ช้าเกินไป มองว่าไทยควรมีรัฐบาลชุดใหม่ให้เร็วที่สุด เพราะมีประเด็นความท้าทายหลายประการ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัว การลงทุนยัง wait and see ท่ามกลางความผันผวน มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว รวมถึงภาวะสงคราม ทั้งหมดเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ”

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาดูแลทันที คือ การแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายลดค่าครองชีพ และการลดต้นทุนภาคเอกชน ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูง และปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวติดลบต่อเนื่อง 8-9 เดือน

รวมถึงต้องเร่งเสริมภาคการท่องเที่ยวในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วง “ไฮซีซั่น” การเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนแผนงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ การสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ

ในระยะกลาง ต้องวางแผนและป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้ง โดย กกร.ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 5.3 หมื่นล้านบาท ต้องเตรียมแผนบริหารจัดการ ทั้งพื้นที่และการกักเก็บน้ำที่เหมาะสม รองรับความต้องการของภาคเกษตร ภาคบริการ และอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจปีหน้า รวมถึงการสานต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะ FTA ไทย-EU และอีกหลายฉบับ

ส่วนระยะยาว ต้องปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของทุกภาคส่วนถึงประเด็นการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน เพราะรูปแบบการค้าของโลกจะเปลี่ยนไป

“เศรษฐกิจในประเทศยังน่ากังวล โดยเฉพาะกำลังซื้อของประชาชนที่สะท้อนจากการซื้อสินค้าคงทน ตั้งแต่ มิ.ย.มีแนวโน้มลดลง เป็นสัญญาณว่าประชาชนไม่มีรายได้ และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จำเป็นต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทันที เพื่อดึงกำลังซื้อกลับมา”

กับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของพรรคเพื่อไทย หอการค้าฯมองว่าในหลักการทำได้ แต่ต้องประเมินความคุ้มค่าในแง่เศรษฐกิจให้ชัดเจน และรอบด้าน

โดย 1.การอัดฉีดเม็ดเงินไปยังกลุ่มผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะมีอยู่ราว 50 ล้านคน ต้องใช้งบฯราว 5 แสนล้านบาท ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยทุก 1-1.5 แสนล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 1% จึงน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นได้ 2.5-3% มีเม็ดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ 3-4 รอบ แต่ยังมีข้อเป็นห่วงจากหลายฝ่าย ทั้งที่มาของแหล่งงบประมาณ จะกระทบต่อฐานะการคลังมากน้อยแค่ไหน

2.พิจารณาแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อน หรือจำเป็นเร่งด่วนก่อนจะได้ไม่ต้องใช้งบฯสูงเกินไป และนำงบฯบางส่วนไปใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, จ้างงาน หรือลงทุนในสาธารณประโยชน์จะเกิดความคุ้มค่ากว่าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หอการค้าฯเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสโต 3.0-3.5% และมั่นใจว่าปีหน้าจะเติบโตจากแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ได้ จึงหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว เรียบร้อย และมีเสถียรภาพ

การนำพารัฐนาวาขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางสารพัดปัจจัยเสี่ยงจึงนับเป็นความท้าทาย และเต็มไปด้วยโจทย์ยากๆ ทั้งสิ้น