Skip to content

ทำความเข้าใจ เงินดิจิทัลวอลเล็ต บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

22 ส.ค. 2566 | 19:02น.
ทำความเข้าใจ เงินดิจิทัลวอลเล็ต บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

สำรวจปัญหาเรื่อง “บล็อกเชน” อุปสรรคของการชำระเงินในระดับมวลชน ข้อกังขาในนโยบายอัดฉีดเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 หลังผลการลงมติโหวตเลือก นายเศรษฐา ทวีสิน จากสมาชิกรัฐสภา (728 คน เห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง) เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 แล้ว กระแสความสนใจของประชาชนนอกจากการจับตามองรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าไปบริหารส่วนต่างๆ ของประเทศแล้ว สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างมาก คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย หรือในชื่อ “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท”

ในเรื่องเป้าหมายของนโยบายดิจิทัลวอลเลต รวมถึงงบประมาณ 5.6 แสนล้าน ที่จะกระจายไปยังประชนที่มีอายุมากกว่า 16 ปีนั้น มีการแจกแจงไว้หลายวาระแล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากและสร้างความแคลงใจให้กับผู้คนในหลายแวดวง โดยเฉพาะแวดวงเทคโนโลยี คือ เรื่องการใช้ “บล็อกเชน”

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้อธิบายว่า บล็อกเชน จะเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังระบบการใช้จ่ายเงิน 10,000 บาท หรือเป็นระบบที่ใช้ทำดิจิทัลวอลเลต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ “ปลอดภัย” ไม่มีการแฮก โปร่งใส สามารถตรวจสอบธุรกรรมได้หมดว่าใช้จ่ายหมุนเวียนอย่างไร เพื่อนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ ทั้งยังสามารถ “เขียน” เงื่อนไขการใช้งานลงบนเงิน เพื่อควบคุมการใช้งานให้ตรงตามเป้าหมาย หรือเป็น Programable Money

“ประชาชาติธุรกิจ” พาไปสำรวจคำว่า “บล็อกเชน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงอย่างมากว่ามีจุดเด่น หรือมีปัญหาอย่างไรบ้าง

บล็อกเชน คืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร

บล็อกเชน (Blockchain) คือ ระบบบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Ledger Technology) ที่บันทึกข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ไว้เป็นชุดข้อมูล (Block) ที่ต่อกันเป็นลำดับ (Chain) ข้อมูลในบล็อกเชนจะถูกบันทึกและตรวจสอบโดยคอมพิวเตอร์หลายเครื่องในเครือข่าย ทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและไม่สามารถแก้ไขได้

บล็อกเชนถูกพัฒนามายาวนาน จากแนวคิดที่ว่าองค์กรขนาดใหญ่เก็บรวบรวมข้อมูลมากเกินไปทำให้มีความเสี่ยงในความปลอดภัย และการนำไปใช้ในทางมิชอบ หรือเป็นเรื่องของ “ความไม่ไว้ใจ” ภาครัฐและองค์กรใหญ่ แต่บล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักมาขึ้น ในปี 2008 โดยผู้ใช้นามแฝง Satoshi Nakamoto เสนอกลไกการสร้างความน่าชื่อถือ เมื่อมีการทำธุรกรรมโอนย้าย เงินดิจิทัล เมื่อไม่มีรัฐหรือองค์กรธนาคารมาช่วยรับรอง จึงต้องมีกลไกใหม่ เขาจึงเสนอให้ใช้ระบบบล็อกเชน เป็นหนึ่งในกลไกการทำงานของเงินดิจิทัลประเภทแรกๆ อย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin)

บล็อกเชนมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้
  • ไร้ตัวกลาง

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน” ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และผู้เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีบล็อกเชน เคยอธิบายกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ทำลายข้อจำกัดเรื่องระยะทางได้ แต่มีข้อจำกัดคือแลกเปลี่ยนได้แต่ข้อมูล แต่สิ่งอื่น ๆ เช่น ข้าวของ เงินทองไม่ได้อย่างอีเพย์เมนต์เหมือนส่งเงินผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แต่จริง ๆ เป็นแค่การส่งคำสั่งให้ธนาคารโอนเงินให้ ทุกวันนี้ยังต้องการการส่งเอกสารและสิ่งของที่มีความน่าเชื่อถือสูงผ่านอินเทอร์เน็ต

หลักการสำคัญ คือตัดระบบดาต้าเบสกลางทิ้งไป ด้วยการทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทุกเครื่องเชื่อมต่อกันได้โดยใช้โปรแกรม เดียวกัน กระจายกันดูแลฐานข้อมูลที่แต่ละเครื่องจะมีข้อมูล 1 ชุดเหมือนกัน บันทึกทุกทรานแซ็กชั่น และออโตเช็กพร้อมกันตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งเครือข่าย มีข้อมูลชุดเดียวกันทำให้เป็นระบบที่มั่นใจได้ว่าไม่ถูกโกง โดยไม่ต้องเช็กจากระบบของคนอื่น แต่เชื่อได้ด้วยข้อมูลและคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ซึ่งไม่มีใครเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้

กระบวนการทำงานของบล็อกเชนคือ เมื่อเกิดข้อมูลใหม่ขึ้นมาจะแจกข้อมูลส่งต่อให้ทั้งเครือข่าย ตรวจสอบความถูกต้องของคำสั่งหรือข้อมูลก่อนเติมใส่ไว้ในระบบข้อมูลกลางของ ทุกคน ทุกคนจึงมีสิทธิ์ตรวจสอบความถูกต้องและประมวลผลด้วยตัวเองตลอดเวลา

ด้วยรูปแบบนี้ ทำให้เมื่อโหนดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสีย ก็กู้ขึ้นมาได้ใหม่แทบทันที ด้วยการใส่ซอฟต์แวร์ใหม่ดึงข้อมูลจากเครือข่ายที่มีอยู่มาใส่ หรือเติมโหนดใหม่ก็ทำได้ตลอด ความเสถียรและมั่นคงจึงมีสูง หากจะแฮกเครือข่ายบล็อกเชนให้ได้ต้องเจาะระบบของเครื่องในเครือข่ายให้ได้อย่างน้อย 60% ของทั้งหมด

ปัญหาในการใช้งาน และทางสามแพร่งของบล็อกเชน

การใช้งานบล็อกเชน จึงเป็นเรื่องของ “ความไม่ไว้ใจ” ตัวกลางอย่างรัฐหรือธนาคารแห่งเดียว จึงจำเป็นต้องมีการกระจายศูนย์กลางออกไให้มากที่สุด แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นโยบาลดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท รัฐบาลจะลงทุนทำระบบบล็อกเชน จึงดูขัดกับเจตนารมณ์เดิมว่าต้องกระจายศูนย์ออกไป

ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยการที่ศูนย์กลางตัดสินใจกระจายออกไปทำให้การยืนยันข้อมูล “ช้า” เพราะต้องส่งข้อมูลการทำธุรกรรมไปยังศูนย์กลางทั้งหมด อย่างบิตคอยน์ หรือ อีเธอเรียม ซึ่งเป็นที่นิยมมากในวงการ เงินดิจิทัล ก็มีจำนวนศูนย์ข้อมูลนับหมื่นศูนย์ทั่วโลก มันจึงช้าใช้เวลาหลายสิบนาที และในช่วงที่มีคนใช้งานเครือข่ายมากๆ การทำธูรกรรมอาจใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน

จึงไม่เหมาะสมกับการเก็บข้อมูลการซื้อขายของ หรือการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจำวัน ดังนั้นหากมีการกระจายเงิน 10,000 บาทไปยังผู้คนอายุมากกว่า 16 ปีจำนวนหลายล้านคน แต่ละวันจะเกิดธุรกรรมและการใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องประมวลผล

และหากจะมีการรวมศูนย์กลางข้อมูลหรือกระจายศูนย์แบบจำกัด ก็จะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เพราะบล็อกเชนปลอดภัยเนื่องจากการแฮกหรือโจมตีศูนย์ข้อมูลจำนวนมากไม่คุ้มค่ากับการโจมตี และจะพบกับความล้มเหลวสูง

ความสัมพันธ์เหล่านี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ทางสามแพร่งของบล็อกเชน หรือ Blockchain Trilemma

Blockchain Trilemma

เป็นคำที่อธิบายถึงปัญหาที่เครือข่ายบล็อกเชนไม่สามารถมีคุณสมบัติทั้งสามอย่างพร้อมกันได้ นั่นคือ ความกระจายอำนาจ (Decentralization) ความปลอดภัย (Security) และความสามารถในการปรับขนาด (Scalability)

ความกระจายอำนาจคือลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน หมายถึง เครือข่ายไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลหรือองค์กรใดบุคคล แต่กระจายอำนาจไปยังผู้ใช้งานทุกคนในเครือข่าย สิ่งนี้ทำให้ระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน หมายถึงเครือข่ายต้องได้รับการปกป้องจากแฮกเกอร์และภัยคุกคามอื่นๆ ความปลอดภัยของระบบบล็อกเชนขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งและเครือข่ายของผู้ใช้งานจำนวนมาก

ความสามารถในการปรับขนาดคือความสามารถในการจัดการปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพที่จะจัดการธุรกรรมจำนวนมากได้ แต่เครือข่ายบางเครือข่ายอาจไม่สามารถปรับขนาดได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

Blockchain Trilemma เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน เนื่องจากต้องหาวิธีที่จะรักษาความกระจายอำนาจ ความปลอดภัย และความสามารถในการปรับขนาดของเครือข่ายไว้ได้พร้อมๆ กัน มีหลายวิธีที่จะแก้ไขปัญหานี้ เช่น การใช้อัลกอริทึมการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้เครือข่ายของผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้น และการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น บล็อกเชนแบบกระจายอำนาจ (Distributed Ledger Technology)

แม้ว่า Blockchain Trilemma จะเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนก็ยังคงมีศักยภาพที่จะปฏิวัติหลายอุตสาหกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนและหาวิธีที่จะแก้ปัญหา Blockchain Trilemma เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคตของเทคโนโลยีบล็อกเชน