Skip to content

ส่องกำไรหุ้นท่องเที่ยว ขานรับ “ฟรีวีซ่าจีน-ผุดสนามบินใหม่”

02 ก.ย. 2566 | 19:44น.
ส่องกำไรหุ้นท่องเที่ยว ขานรับ “ฟรีวีซ่าจีน-ผุดสนามบินใหม่”

แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปี 2566 แถมล่าสุด รัฐบาลชุดใหม่ ยังมีแนวทางที่จะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะมาตรการ “ฟรีวีซ่า” ให้กับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ปัจจัยเหล่านี้ จะเป็นอานิสงส์เชิงบวกสำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

“โดม คุณประยูรสวัสดิ์” นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย กล่าวว่า มาตรการฟรีวีซ่า เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้ค่อนข้างมาก เพราะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางที่ง่ายขึ้น ช่วยลดรายจ่ายค่าวีซ่า และสามารถขายแพ็กเกจทัวร์ได้มากขึ้น

โดยข้อมูลจนถึงวันที่ 27 ส.ค. 2566 พบว่า มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้ว 2.18 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าทั้งปีอยู่ที่ 5 ล้านคน ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามาแล้ว 1 ล้านคน รัฐบาลตั้งเป้าทั้งปีที่ 2 ล้านคน ดังนั้น ในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องลุ้นหนักให้นักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศเข้ามาอีกกว่าเท่าตัว

ในภาพรวม กรณี best case นักท่องเที่ยวปีนี้มีโอกาสแตะ 30 ล้านคน โดยช่วงเกือบ 8 เดือนแรกนักท่องเที่ยวเข้ามาแค่ 17.5 ล้านคน ดังนั้น ช่วง 4 เดือนสุดท้ายต้องลุ้นนักท่องเที่ยวเข้ามาอีก 2.5-3 ล้านคน/เดือน จึงจะเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีที่ 28-30 ล้านคน ซึ่งยังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจจีน ที่อาจจะเป็นตัวแปรกดดันให้คนจีนบางส่วนชะลอการเดินทางท่องเที่ยว

“ปกติตัวเลขนักท่องเที่ยวช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนมีโควิด จะเฉลี่ย 3 ล้านคน/เดือน และจะไปพีกในเดือน ธ.ค.ที่ระดับ 3.9 ล้านคน ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวกลับมาได้ราว 80% หรือประมาณ 3.1 ล้านคน จะทำให้เป้านักท่องเที่ยวทั้งปีเป็นไปตามแผน”

ส่วนแนวทางที่จะสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่จังหวัดภูเก็ตและเชียงใหม่นั้น “โดม” กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างเพิ่มหรือขยายสนามบินเดิมก่อน เนื่องจากช่วงก่อนโควิด บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) มีแผนจะสร้างสนามบินเชียงใหม่ 2 และภูเก็ต 2 อยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์โควิด ผู้โดยสารหายไปค่อนข้างมาก

“ต้นปีที่ผ่านมา ทาง AOT มีการปรับแผนเป็นการปรับปรุงเทอร์มินอล หรือสร้างเทอร์มินอลเพิ่มในพื้นที่เดิมไปก่อนซึ่งมีข้อดีคือ ใช้เงินลงทุนไม่มาก ทำได้เร็วกว่า แต่ capacity จะเพิ่มได้ไม่เต็มที่ ซึ่งคงต้องรอข้อสรุปในการพูดคุยกับทางรัฐบาลอีกที แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน เชื่อว่าทำให้ AOT สามารถบริหารสลอตได้ง่ายขึ้น คือมี capacity รองรับความต้องการที่จะกลับมาบินได้มากขึ้น”

ตาราง กำไรหุ้นท่องเที่ยว

โดย บล.พาย ประมาณการกำไรหุ้นท่องเที่ยวในปี 2566-2567 ดังนี้ 1.AOT จะมีกำไร 9,900 ล้านบาท และ 29,000 ล้านบาท 2.บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) มีกำไร 600 ล้านบาท และ 1,400 ล้านบาท และ 3.บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) มีกำไร 1,918 ล้านบาท และ 1,980 ล้านบาท ซึ่งประเมินจำนวนผู้โดยสาร AAV ปีนี้ 20 ล้านคน และ BA ที่ 4 ล้านคน ให้ราคาเป้าหมายปีหน้า AOT ที่ 82 บาท/หุ้น ส่วน AAV ที่ 3.88 บาท/หุ้น และ BA ที่ 19.9 บาท/หุ้น

“ปัจจัยกดดันกำไรช่วงไตรมาส 3 คือกรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีน้ำมันที่เรตเดิม 4.70 บาท/ลิตร จากช่วงโควิด เก็บอยู่ที่ 0.20 บาท โดยจากราคาตั๋วเครื่องบินในช่วงไตรมาส 1-2 ที่ปรับขึ้นมากแล้ว การจะขึ้นอีกเพื่อชดเชยตรงนี้จะเริ่มตึงตัว หากคู่แข่งกดราคา ก็จะเสียการแข่งขันไป ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของรายได้ไม่มีปัญหา เพราะไตรมาส 3 BA จะเด่นจากไฮซีซั่นเกาะสมุย ส่วน AAV ในประเทศจะดรอป แต่เริ่มเปิดเส้นทางบินจีนมากขึ้น ดังนั้น ต้องดูว่าจะชดเชยได้แค่ไหน ส่วนไตรมาส 4 AAV จะเด่นรับหน้าไฮซีซั่น

ขณะที่ BA ปกติจะดรอป แต่หากมีเที่ยวบินต่างประเทศมากขึ้น จะช่วยชดเชยได้”

ขณะที่ “ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า คาดว่ามาตรการฟรีวีซ่ารับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย และการกระตุ้นให้เพิ่มเที่ยวบิน รวมถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องสนามบิน น่าจะช่วยจูงใจให้นักท่องเที่ยว เดินทางมาไทยมากขึ้น ซึ่งจะสร้างเซนติเมนต์เชิงบวกให้กับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้

“นักท่องเที่ยวจีนน่าจะมีโมเมนตัมที่ดีต่อในช่วงไตรมาส 4 จากอานิสงส์วันชาติจีน (gloden week) ในช่วงเดือนต.ค. และเป็นไฮซีซั่นท่องเที่ยวไทยที่จะมีนักท่องเที่ยวยุโรปกลับมา โดยประเมินหุ้นได้รับประโยชน์ คือ กลุ่มโรงแรมในไทย เช่น บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ที่มีสัดส่วนโรงแรมในไทย 90%

ตามมาด้วย บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) มีรายได้โรงแรมในไทย 62% ส่วน บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ได้ประโยชน์น้อยสุด เพราะรายได้ 50% มาจากยุโรป”

ขณะที่ AOT ที่เป็นประตูหน้าด่านสู่ประเทศไทย จะได้ปริมาณการใช้สนามบินเพิ่มขึ้น ส่วนแผนการพัฒนาสนามบินแห่งใหม่ เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวและเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ รวมทั้งช่วยลดความแออัด เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจกลับมาเที่ยวไทยอีกได้

“มีโอกาสสูงที่จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าของเราที่ 25 ล้านคน และยังมีความเป็นไปได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่คาดไว้ 28-29 ล้านคน”

“ภาสกร” กล่าวว่า ประเมินกำไรปกติหุ้นท่องเที่ยวปีนี้ 4 บริษัท จะอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 8,100 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.AOT จะมีกำไร 10,000 บาท เทิร์นอะราวนด์จากปีก่อนขาดทุน 1.1 หมื่นล้านบาท 2.CENTEL มีกำไร 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 406% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) 3.ERW มีกำไร 750 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปีก่อน 278 ล้านบาท และ 4.MINT คาดมีกำไร 4,800 ล้านบาท เติบโต 136% YOY