คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ตอนนี้คนพูดถึงนโยบายการแจก “เงินดิจิทัล” 10,000 บาทกันอย่างกว้างขวาง
เพราะรัฐบาลไปบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนเรียบร้อยแล้ว
แม้ว่ากว่าจะได้ใช้จริงก็ประมาณต้นปีหน้า
กระแสวิพากษ์วิจารณ์แบ่งเป็น 2 มุม
มุมหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการแจกเงิน เพราะใช้งบประมาณสูงถึง 500,000 ล้านบาท
เอาไปลงทุนด้านอื่นดีกว่า
บางส่วนเห็นด้วยในหลักการ แต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด เช่น เรื่องการใช้บล็อกเชน แทนที่จะใช้ แอป “เป๋าตัง” ที่มีอยู่แล้ว
หรือไม่เห็นด้วยเรื่องรัศมีการใช้งานแค่ 4 กิโลเมตร
แต่อีกกลุ่มหนึ่ง สนับสนุนนโยบายนี้เต็มที่
ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือนักการเงิน
ที่คิดแบบเป๊ะ-เป๊ะ
แต่ฝั่งที่เห็นด้วย จะคิดในมุมด้านการตลาด
เขาเชื่อว่าเงิน 500,000 ล้านบาท จะมีมูลค่ามากกว่านั้น ถ้าภาคธุรกิจคิดกลยุทธ์การตลาดเพื่อแย่งชิงกำลังซื้อกลุ่มนี้
เช่น ใช้ดิจิทัลวอลเลต 1,000 บาท ซื้อของในร้านนี้ได้มูลค่า 1,200 บาท
เป็นกลยุทธ์การตลาดที่เกิดขึ้นแน่นอน
เพราะนักธุรกิจทุกคนรู้แล้วว่า ถึงจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้
รัฐบาลก็จะทำ
“เงินกำลังจะหมุนไป” เหมือนโฆษณาของธนาคารกรุงไทย ในยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร”
เพราะเงินจำนวน 500,000 ล้านบาท ทะลักเข้าตลาดในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างแน่นอน
ใครคิดกลยุทธ์การตลาดจูงใจ ๆ ได้ก่อน
คนนั้นได้เปรียบ
เหมือนตอนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้านค้าต่าง ๆ รู้ว่าชาวบ้านจะได้เงินเข้ากระเป๋า
ร้านค้าหรือห้างเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดจะคิดกลยุทธ์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้
มีระบบจูงใจเลยว่า ถ้าใช้บัตรนี้ที่นี่ จะได้อะไร
ห้างท้องถิ่นบางแห่งเตรียมพื้นที่บางชั้นเพื่อให้บริการลูกค้าเป็นพิเศษ
ช่วงเงินจะออก เขาจะคิดแคมเปญพิเศษขึ้นมาดึงดูดใจ
ผมเชื่อว่าเงินดิจิทัล 10,000 บาทก็เช่นกัน
เมื่อถูกกำหนดพื้นที่การใช้งาน ตอนนี้คิดไว้ว่าจะไม่เกิน 4 กิโลเมตร แต่ผมเชื่อว่าถึงเวลาจริง เขาจะขยายพื้นที่การใช้เงินไกลกว่านี้
ร้านค้าต่าง ๆ ก็ต้องเริ่มคิดว่า จะทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงชาวบ้านได้
โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง ๆ รถมอเตอร์ไซค์ หรือเครื่องจักรการเกษตร
บางทีร้านในเมืองอาจเพิ่มสาขาย่อย ๆ ในหมู่บ้าน ให้ใครเป็นเอเย่นต์ขายสินค้า เพื่อให้อยู่ในระยะที่ชาวบ้านในพื้นที่ซื้อได้
หรือชาวบ้านเองก็เริ่มคิด เพราะบางบ้านมีพ่อแม่ลูกรวมกัน 4 คน
คนละ 10,000 บาท 4 คนก็ 40,000 บาท
สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้าน เงินก้อนนี้สร้างอาชีพใหม่ได้เลยนะครับ
หรือบางหมู่บ้านเริ่มมีการประชุมกันว่า ควรจะตั้งสหกรณ์หมู่บ้านขึ้นมา เพื่อขายของให้คนในหมู่บ้าน
เงินก้อนนี้จะได้ไม่ไปไหน
ผมเชื่อว่าคนไทยฉลาด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หรือนักธุรกิจ
พอรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเข้ามาสู่ระบบ เขาจะเริ่มคิดหากลยุทธ์ที่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด
ซึ่งรวมถึงการคิดแบบโกง ๆ
เช่น เอาสิทธินี้มาซื้อของ แต่ไม่ให้ของ
ให้เป็นเงินสดแทน
อาจต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง
เช่น 10,000 บาท เอาเงินสดไป 8,000 บาท
แล้วเจ้าของร้านก็เอาดิจิทัลวอลเลตที่ได้มาไปใช้แทน
เรื่องแบบนี้ก็คงมีเช่นกัน