เพื่อไทย out of crisis
เพื่อไทย out of crisis
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง
หลังเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง 10 วัน เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมแพ้ เขาประกาศบนเวทีประชาชาติดินเนอร์ทอล์ก ว่าจะทรานส์ฟอร์มพรรค เพื่อกลับมาชนะอีกครั้ง
เศรษฐา เป็นคนไม่ชอบแพ้ เมื่อรู้ตัวเลขผลเลือกตั้งว่าแพ้ ถูกดิสรัปต์จากพรรคก้าวไกล เขาคิดใหม่ ปักธงจะเซตซีโร่ และลงมือทำทันที เพื่อรีแบรนด์เพื่อไทย และจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
“เพื่อไทย ผมไม่อยากเป็นแบบโกดัก…”
เศรษฐา เทียบโกดัก เพราะโกดัก คือการพ่ายแพ้แบบบหมดรูป ให้กับฟูจิ ซึ่งเป็นธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพด้วยกัน
โกดัก-บริษัทสัญชาติอเมริกัน เคยเป็นแชมป์ยักษ์ใหญ่ แข็งแกร่งทั้งพลังของแบรนด์-ยอดขาย และฐานะทางการเงิน ยากที่ค่ายอื่นจะทาบรัศมี
แต่ใช้เวลาราว 40 ปี ฟูจิฟิล์ม-ยักษ์จากญี่ปุ่น ก็ตามประกบและสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากทั่วโลกมาได้ ยอดขายทะยานขึ้นแซงโกดัก เป็นเจ้าตลาดในญี่ปุ่นถึง 70%
แต่แล้วทั้ง 2 ยักษ์ก็ต้องเผชิญหน้ากัยภัยคุกคามครั้งใหญ่ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค “ดิจิทัล”
อาวุธทางปัญญาของ 2 ฟิล์ม 2 ขั้วโลก ที่สั่งสมมายาวนาน กลายเป็นเครื่องมือที่ไร้ประโยชน์
ไม่เพียงอุตสาหกรรมฟิล์มเท่านั้น ที่ต้องเผชิญหน้ากับการดิสรัปต์ของยุคดิจิทัล แต่ทุกบริษัท ทุกกิจการ ต่างต้องตั้งรับและต่อสู้ ปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด
แต่ด้วย “จิตวิญญาณบริหารผ่านวิกฤต-out of crisis” ของ โคโมริ ชิเงทากะ กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งฟูจิ ที่มุ่งมั่นว่า “การต่อสู้นี้แพ้ไม่ได้เด็ดขาด”
ฟูจิ-ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ บุกเบิกธุรกิจใหม่ ทุบหมอข้าวเข้าตีเมืองจันท์แบบพระเจ้าตาก
ฟูจิ-ทำเสมือนการก่อตั้งบริษัทครั้งที่สอง-ก้าวไกลกว่าธุรกิจการถ่ายภาพและข้อมูล ทะยานไปสู่กิจการด้านนวตกรรม วิทยาศาสตร์-สุขภาพ ขณะที่โกดัก ยื่นขอล้มละลาย ในปี 2555
การคว่ำคู่แข่ง-ออกจากวิกฤตของฟูจิฟิล์ม ด้วยจิตวิญญาณบริหารของผู้นำอย่าง “โคโมริ” อาจเป็นต้นแบบให้องค์กรธุรกิจ-พรรคการเมือง ในประเทศไทย ในเส้นทางทรานฟอร์มเพื่อกลับมายิ่งใหญ่ หรืออย่างน้อยก็ไม่แพ้
จิตวิญญาณบริหารผ่านวิกฤต อาจเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ที่มีผู้นำอย่างน้อย 3 คน พูดตรงกัน
1 คือ ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค ที่แนะแนวทางปฏิรูปไว้ว่า เศรษฐา ไปบริหารที่ทำเนียบ ให้แพทองธาร ชินวัตร จัดการพรรค
2 คือ แพทองธาร ชินวัตร ที่ปักธง จะทรานส์ฟอร์ม-ปฏิรูปเพื่อไทย
3 คือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าจะลงมือทำทันทีหลังแพ้เลือกตั้งให้พรรคก้าวไกล
นับจากนี้ไปการตีโจทย์-ขบคิดให้แตกว่า ปัญหาปากท้อง หรือสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร
โจทย์ของผู้บริหารพรรค และการสื่อสารความตั้งในในการปฏิรูปพรรคอย่างทั่วทุกมิติ จึงสำคัญไม่แพ้การลงมือทำ เหมือนคำเศรษฐา ที่เคยบอกว่า “เพื่อไทย เจอการเลือกตั้งแบบ 14 พฤษภาคม ถ้าไม่ทรานส์ฟอร์ม ขั้นต่อไปคือพรรคต่ำร้อยแน่นอน อาจจะต่ำกว่านั้นอีก เราเห็นแล้วว่าอีกพรรคหนึ่งเขาทำอย่างไร”
แน่นอนว่าการลงมือทำสงครามในโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ถูกรื้อ-เซตทีมใหม่อย่างรวดเร็วทันที
แกนนำเพื่อไทย-ที่ห่างใกลจากศูนย์กลางอำนาจ เห็นว่าหัวใจของการปฏิรูปพรรค-แก้มือจากความผิดพลาด น่าจะต้องเริ่มเส้นเรื่องจากโค้งสำคัญก่อนการเลือกตั้งมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เช่น การดึง-ดูด สส.เก่า-นักการเมืองบ้านใหญ่กลับเข้าพรรค แต่ไม่ส่งผลต่อคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้น บางจังหวัด สอบตกเกือบทั้งจังหวัด
มีหลายบทเรียนที่พรรคเพื่อไทย ตระเตรีมปฏิรูปไปพร้อม ๆ กับการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างฐานเสียงขึ้นมาใหม่ และขยายผลจากฐานเสียงเก่าแก่ 1 ในนั้นคือ ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
คู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคก้าวไกลเท่านั้น หากแต่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลกันเองอีกหลายพรรค ที่แข่งแย่งแสดงผลงานแทบทุกกระทรวง
ไม่ควรลืมว่า ตั้งแต่ฤดูเลือกตั้งใหญ่-จนถึงเลือกตั้งซ่อม พรรคก้าวไกล สามารถสร้างภาพลักษณ์ และสร้างกระแส ในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลอย่างเป็นระบบ-มีความถี่-เนื้อหาหลากหลาย ได้คะแนนนิยมพุ่ง กลายเป็นผู้ชนะ แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล
ความจริงแล้วหลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคการเมืองอย่างน้อย 3 พรรค ที่โดนดิสรัปต์ และต้องทรานส์ฟอร์ม ใช้จิตวิญญาณการปฏิรูฝ่าวิกฤตใหญ่ครั้งใหม่
ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั้งพรรคที่ได้รับชัยชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง ก็หนีไม่พ้นภาวะนี้