ทนง พิทยะ อดีตขุนคลัง ฝากโจทย์ “รัฐบาลพันธุ์ผสม” ติงแจกเงินดิจิทัลวอลเลต
“ทนง พิทยะ” อดีตขุนคลัง ยุค “บิ๊กจิ๋ว-ทักษิณ” ฝากโจทย์ “รัฐบาลพันธุ์ผสม” ฟังแถลง นายกฯระบุปัญหาได้ดี แต่ไม่มีกลยุทธ์ปฎิบัติที่ชัดเจน จี้นโยบายดิจิทัลวอลเลต แจกเงินไปก็หมด สุดท้ายเงินกลับไปอยู่ในมือคนรวย ควรต่อยอดผ่านกองทุนหมู่บ้าน ให้กู้ยืม-ดอกเบี้ยต่ำ สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขายสินค้า OTOP ชำระเงินซื้อขายภายใต้บล็อกเชน ชี้ต้องปลดล็อกกฎระเบียบ-ภาษีบุคคล ดึงดูดต่างชาติมาทำงาน-อาศัย เร่งผลักดันลงทุนอีอีซี
วันที่ 14 กันยายน 2565 ดร.ทนง พิทยะ ประธานกรรมการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “Transform Thailand สิ่งที่เห็นและอยากให้ประเทศเป็น ?” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ว่าผมฟังนโยบายของนายกรัฐมนตรีแล้ว รู้สึกว่านโยบายแต่ละอย่างยังไม่รู้อะไรปฏิบัติได้หรือไม่ได้ เพราะยังไม่มีกลยุทธ์ในการปฎิบัติที่ชัดเจน แต่ก็ถือว่าระบุปัญหาได้ดี แต่ถึงเวลาจะแก้ปัญหา ผมยังไม่เห็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งก็เห็นใจ เพราะประเทศไทยมีปัญหาค่อนข้างมาก
“จากที่ประเทศไทยทรานส์ฟอร์มตัวเองมาถึงวันนี้ และจะทรานส์ฟอร์มตัวเองต่อไปอย่างไร มีหลายอย่างที่ผมอยากจะแนะนำ ไม่ว่ารัฐบาลจะนำไปทำหรือไม่ก็ตาม แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์ตั้งแต่ตอนอยู่กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องลอยตัวค่าเงินบาท เจ็บช้ำอยู่ประมาณ 5-6 ปี พยายามดูแลแบงก์ไม่ให้ล้ม แล้วประเทศไทยก็กลับมาใหม่ เศรษฐกิจโตกว่าเดิมมหาศาล
มาถึงยุคนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผมได้มีส่วนร่วมตั้งแต่พรรคไทยรักไทย และเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในสมัยที่สอง ซึ่งได้สร้างกลยุทธ์หลายอย่างขึ้นมา ไม่ได้เป็นแค่นโยบายหลวม ๆ อาทิ กองทุนหมู่บ้าน, สินค้า OTOP, 30 บาทรักษาทุกโรค ชื่อติดปากชาวบ้าน เพราะว่าช่วยคนจนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เห็นชัดเจน แต่กลยุทธ์ของ ‘รัฐบาลพันธุ์ผสม’ ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เห็นชัดเจนมีเพียง ‘แจกเงินดิจิทัลวอลเลต’ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร” ดร.ทนงกล่าว
ดังนั้น ถ้าจะทำนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต ใช้งบฯกว่า 5.6 แสนล้านบาท เพื่อแจกให้กับคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป 50 ล้านคน ถ้าเอาไปใส่ในกองทุนหมู่บ้านจะได้เงินหมู่บ้านละ 6 ล้านบาท จากเดิมมี 1 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งเข้าถึงคนจนอย่างแท้จริง มองว่าจะช่วยเศรษฐกิจหมู่บ้านได้มาก และหากทำทรานแซกชั่นด้วยบล็อกเชนดี ๆ มีการซื้อขายกันระหว่างหมู่บ้านและตำบล จากผลผลิตของแต่ละคนที่มีอยู่ ซึ่งไอเดียดีอยู่แล้วที่จะให้ใช้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตร
แต่หัวใจสำคัญคือว่า ถ้าแจกเงินมันหมดไป แต่ถ้าให้ยืม คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๆ ที่ระดับ 2-5% ต่อปี รัฐบาลเองก็มีเงินใช้จ่ายคืน และการใช้งบประมาณก็จะน้อยมาก
“ผมว่าคิดง่าย ๆ นอกกรอบอีกนิดหนึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่ามั้ย ทุกอย่างการซื้อขาย วิธีการใช้เงิน อยู่ในบล็อกเชนทั้งหมด และเงินไม่หมด เพราะจะถูกหมุนเวียนในระบบของกองทุนหมู่บ้านต่อไป ไม่ให้ออกนอกระบบ แต่พอเอาเงินไปแจก สุดท้ายเงินก็ย้ายไปอยู่ในมือคนรวยเหมือนเดิม
ในส่วนสินค้า OTOP รัฐบาลทำแพลตฟอร์มขายออนไลน์สำหรับสินค้า OTOP โดยเฉพาะ ไม่ต้องคิดค่าคอมมิชชั่นคนขาย รับรองว่าสินค้าเหล่านี้จะแข่งขันกันเองในตลาดโลก ซึ่งเรามีระบบขนส่งโลจิสติกส์อยู่แล้ว ผมเชื่อว่ามุมมองนี้จะเป็นการต่อยอดจากกองทุนหมู่บ้านและสินค้า OTOP ได้ดี” ดร.ทนงกล่าว
ส่วนการแข่งขันทางด้านภาคการเกษตร ถือว่ามีจุดจำกัด เพราะเติบโตเฉลี่ยไม่เกิน 3% ต่อปี ฉะนั้นอย่าหวังจากตรงนี้มากนัก เพราะไม่ได้สร้างให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออกมากพออย่างที่คิดไว้ ต้องทำอย่างไรจะเพิ่มนวัตกรรมของการส่งผลไม้และอาหารสำเร็จรูปไปต่างประเทศ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนให้เร็ว
“การไปรุกภาคการเกษตร อย่าไปใช้ชาตินิยมผิด ๆ ว่าไทยต้องเป็นเจ้าโลก ประเทศเราเล็กนิดเดียว ผลิตข้าวก็น้อยกว่าอินเดียเยอะ หรือปีไหนเวียดนามข้าวดี เราก็แพ้ คือเราเจริญกว่าเขาไปมาก มีรายได้ต่อหัวมากกว่าเวียดนามเท่าตัว ดังนั้น เราต้องเดินหน้าไปแข่งขันกับประเทศที่รวยกว่า เหมือนที่เกาหลีใต้แข่งกับญี่ปุ่น”
ดร.ทนงกล่าวต่อว่า สำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ตอนนี้ถือว่าถูกกระทบจากคนจีนที่กำลังมาทำธุรกิจในประเทศไทยเกือบทุกสินค้า ซึ่งไม่กังวลเรื่องนี้ แต่ปัญหาคือเอสเอ็มอีไทยจะปรับตัวสู้เขาได้อย่างไรเท่านั้นเอง คงต้องคิดหาวิธีต่อไป แต่เชื่อว่าเปลี่ยนแปลงได้สำหรับการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเด็กรุ่นลูกหลานสามารถเข้ามาช่วยให้ปรับตัวไปได้
ส่วนโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางภาครัฐต้องดูแล เพราะว่าคือการสร้างผลิตภัณฑ์กึ่งสําเร็จรูป (Intermediate products) ให้แก่ระบบอุตสาหกรรมของไทย ตอนนี้โรงงานรถยนต์มีเป็นหมื่น ๆ โรงงาน และมีเอสเอ็มอีหลายหมื่นบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเขาจะอยู่รอดได้คือต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์อีวี มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการซ่อมรถยนต์
ส่วนภาคการค้าและอุตสาหกรรม นโยบายการค้าเสรีเริ่มไม่ช่วยการค้าระหว่างประเทศแล้ว และการขาดสมรรถนะการแข่งขันกับประเทศคู้ค้าในเอเชียก็สำคัญมาก ๆ ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งเติบโตเร็วกว่าไทย ฉะนั้น ถ้าเป็นแบบนี้อีก 20 ปี ประเทศเหล่านี้จะแซงหน้าไทย โดยเฉพาะเวียดนามน่าจะมาเร็วกว่านั้น
คำถามคือ ถ้าจะผลักดันให้ GDP ไทยเติบโตได้ 5% การคิดซ้ำเดิมอยู่ตลอดไม่ได้ โดยสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาใหม่คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้เกิดได้แต่ช้ามาก เพราะความไม่พร้อมของเราเอง และไทยก็มีข้อเรียกร้อง (Requirement) ที่จะให้เขาทำ Hi-Tech Industrial แต่ไม่มีวิศวกร โรโบติก ทรัพยากรมนุษย์ ศูนย์กลาง R&D มีเพียงแต่ที่ดินและสาธารณูปโภคเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเข้าใจสิ่งที่เราขาดและซ่อมแซมได้ EEC จะเกิดขึ้นมาได้แน่
“ส่วนระบบภาษีและกฎระเบียบยังไม่เอื้ออำนวย ที่บอกว่าอยากจะผลักดันต่างชาติเข้ามาลงทุนและเข้ามาอาศัยทำงาน แต่ต้องยอมรับว่าภาษีบุคคลธรรมดายังแพงกว่าสิงคโปร์และฮ่องกงเท่าตัว จ่ายอยู่ 35% ทำให้คนเหล่านี้ไปอยู่ที่สิงคโปร์ไม่มาอยู่อีอีซี เราคือกรรมกรเหมือนเดิม รับจ้างผลิต แต่เราไม่ได้เป็นผู้นำในการตลาด ในการสร้างสำนักงานใหญ่หรือ headquarters หรือการค้าระหว่างประเทศในอาเซียน จากระบบภาษีไม่จูงใจ”
ด้านภาคบริการสำคัญที่สุด เพราะคิดเป็นสัดส่วน 60% ของจีดีพี รัฐต้องสนับสนุนระบบการท่องเที่ยวที่สะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง ส่วนเรื่องของคอร์รัปชั่นในระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำโดยผู้มีอิทธิพลจะต้องกวาดล้างให้หมดไป
“ผมเชื่อว่าการเมืองพัฒนาการจนใกล้จะจบแล้ว และโอกาสประเทศไทยใกล้จะมาถึงแล้ว อดทนอีก 4 ปี แน่นอนว่าคราวนี้การฟอร์มรัฐบาลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ ‘ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล’ รวมตัวกัน จะมีการแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัวตลอดเวลา
ดังนั้น ต่อไปความกลัวคงจะหมดไป เด็ก ๆ ผมกลัวคอมมิวนิสต์ และเราก็กลัวคุณทักษิณ จนกระทั่งต้องปฏิวัติถึง 2 ครั้ง ตอนนี้เรากลัวก้าวไกล ซึ่งถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่ความเป็นจริงที่เราหนีไม่พ้นคือว่า การเลือกตั้งรอบหน้าก้าวไกลจะชนะ เพราะสามารถเอาชนะใจประชาชนได้ ถึงตอนนั้นผมอายุ 80 ปี ก็จะเห็นประเทศไทยอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง” อดีตขุนคลังกล่าว