Skip to content

ผู้ว่า ธปท. VS นายกเศรษฐา เตือนเสี่ยง “แจกเงิน-พักหนี้”

16 ก.ย. 2566 | 07:14น.
ผู้ว่า ธปท. VS นายกเศรษฐา เตือนเสี่ยง “แจกเงิน-พักหนี้”

การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงกับประชาชนไว้อย่าง “การแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต” กับ “พักหนี้เกษตรกร 3 ปี” ได้รับเสียงท้วงติงจากนักเศรษฐศาสตร์ค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องใช้วงเงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท

แน่นอนว่า ในเชิงการเมือง รัฐบาลมีความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังอย่างเต็มที่

คลังต้องซัพพอร์ตนโยบาย

ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังมอบนโยบายข้าราชการกระทรวงการคลัง ว่า ได้มีการหารือกันถึงภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจมีภาวะถดถอย ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีอะไรบ้าง ดังนั้นกระทรวงการคลังเอง ก็มีหน้าที่ต้องช่วยซัพพอร์ตในทุก ๆ เรื่อง

อย่างไรก็ดี ตนมี 2 เรื่องที่ได้ให้นโยบาย เรื่องแรก คือ การทำนโยบายต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ฉะนั้นเรื่องของวินัยการเงินการคลังจึงสำคัญ ต้องตอบสังคมได้ว่า เอาเงินไปใช้อะไร และในระยะยาวจะส่งผลต่อเนื่องกับ GDP ของประเทศ หรือหนี้สาธารณะอย่างไรบ้าง สัดส่วนเป็นอย่างไรที่จะเหมาะสม

สองคือ วิธีการทำงาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการราชการ ที่ต้องมีความเป็นธรรม ระบบเส้นสาย หรือการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ระบบการปูนบำเหน็จที่ไม่เป็นธรรม

ยันต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายเศรษฐากล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ GDP จะขยายตัวขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจจะไม่เพิ่มหรือคงที่ไว้ได้ อย่างไรก็ดี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยนอกจากเรื่องพักหนี้แล้ว ก็หวังว่าในระยะเวลาอันใกล้จะมีมาตรการใหม่ ๆ ออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นภาคส่วนใหญ่ของประเทศ

“บางนโยบายอย่างพักหนี้เกษตรกร พักกันมา 13 หน ภายใน 9 ปี แต่ยังต้องพักต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้เราก็ตระหนักดีว่า ถ้าการพักหนี้ไม่ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ ก็ไม่เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดังนั้น เราก็อยากเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรด้วย”

นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีปัญหาหนี้เช่นเดียวกัน จะมีการพิจารณากันในลำดับต่อไป แต่ตอนนี้ช่วยกลุ่มไหนได้ก่อนก็ต้องทำทันที ไม่อยากรอให้ครบทุกภาคส่วน

ใช้แอปเป๋าตัง เป็นฐานแจกเงิน

ขณะที่นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต นายเศรษฐากล่าวว่าจะมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทำได้แน่นอน และมีแหล่งเงินแน่นอน แต่ต้องขอเวลา ซึ่งไม่เกิน 1 เดือนจากนี้จะชี้แจงให้ทราบอย่างชัดเจนว่าแหล่งเงินมาจากไหน

“ปัจจุบันนี้ เดี๋ยวพูดไปแล้วยังมีความไม่ชัดเจน เดี๋ยวต้องเปลี่ยน ก็จะหาว่าผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีก ขอให้ใจเย็น ๆ มีหลายออปชั่น กำลังดูว่าออปชั่นไหนเหมาะสมที่สุด และมีผลกระทบในวงกว้างน้อยที่สุด”

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า การแจกเงินจะใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังเป็นฐานข้อมูล (ดาต้าเบส) เนื่องจากผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่จะทำระบบบล็อกเชนมากำกับข้างหลัง เป็นการต่อยอด

ผู้ว่าฯธปท.เตือนรักษาเสถียรภาพ

ขณะที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวหลังร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ได้มีการพูดถึงข้อกังวลต่าง ๆ ในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้ฟื้นตัวช้ากว่าที่อื่น แต่ยังอยู่ในภาพการฟื้นตัว ดังนั้น โจทย์ของการดำเนินนโยบายการเงินคือ การทำให้เข้าสู่ภาวะปกติ (normalization) ทั้งในฝั่งการเงินและการคลัง

โดยยังคงให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพ” เนื่องจากหลายคนจับตาดูอยู่ ซึ่งเสถียรภาพฝั่งการคลังต้องมี ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเสถียรภาพการคลังเพียงพอ จึงโดนลดเครดิตเรตติ้ง

“เรื่องเสถียรภาพจึงเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งไม่เฉพาะเสถียรภาพด้านการคลัง แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพในด้านอื่น ทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพราคา และเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.ดำเนินการมาโดยตลอด ทั้งนี้ ธปท.ได้แชร์ข้อกังวลต่าง ๆ ให้นายกฯ รับฟัง แต่สุดท้ายการดำเนินนโยบายจะเป็นอย่างไร ก็เป็นฝั่งการคลัง เพราะเรามีบทบาทที่แตกต่างกัน แต่หากดูโจทย์ตอนนี้และการทำมาตรการต่าง ๆ จะต้องไม่ทำลาย หรือกระทบเสถียรภาพจนเกินไป หรือสร้างผลข้างเคียงให้กับระบบ”

3 ข้อเสนอแนะแบงก์ชาติ

สำหรับนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ตอนนี้รูปแบบในการออกยังไม่มีความชัดเจน โดยข้อกังวลของ ธปท.ที่หารือกับนายกฯ คือ 1.บริบทเศรษฐกิจ ตัวเลขโดยรวมออกมาไม่สวย โดยไตรมาส 2/2566 ออกมา 1.8% ต่ำกว่าคาด ซึ่งหากดูที่มาของการเติบโตจะเห็นว่าการบริโภคยังขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 1 และ 2/66 แต่ตัวที่ขาดไปคือการลงทุน ที่ประเทศไทยไม่มีการลงทุนมานาน ดังนั้น ภาพการฟื้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนจะสำคัญกว่าการบริโภค

2.รูปแบบการทำ ควรทำแบบกำหนดเป้าหมายเฉพาะเจาะจง (targeted) น่าจะช่วยประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเงิน 10,000 บาท และ 3.เรื่องเสถียรภาพ โดยการทำนโยบายต่าง ๆ จะต้องฉายภาพระยะปานกลาง ว่าหากทำแบบนี้จะมีผลต่อภาพขาดดุลงบประมาณอย่างไร หรือฐานะการคลังในมิติต่าง ๆ จะอยู่ในกรอบอย่างไร ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เพราะหากย้อนดูกรณีประเทศอังกฤษที่ประกาศเรื่องภาษี แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องของงบประมาณ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น นโยบายจำเป็นต้องฉายภาพฐานะการคลังในระยะปานกลาง

“ผลต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตอนนี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะออกมา แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งบางคนบอกว่าจะเป็นรูปแบบ e-Money ซึ่งก็เป็นรูปแบบปัจจุบัน จะมีผลต่อเงินเฟ้อและผลต่อฐานะการคลัง และหากเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่สนับสนุนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน และขอยืนยันว่า CBDC ไม่สามารถใช้กับนโยบายนี้ได้ เพราะเป็นโปรเจ็กต์การเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นโปรเจ็กต์ที่จะนำมาใช้ และยังไม่พร้อมใช้ในวงเงินจำนวนมากได้ ดังนั้น ภาพรวมผลจะเป็นเรื่องของในฝั่งการกระตุ้น และงบประมาณการคลังที่นำมาใช้ อย่างไรก็ดี ส่วนการดูแลสภาพคล่องในระบบเป็นเรื่องที่ ธปท.ต้องดูแลอยู่แล้ว”

ห่วงพักหนี้มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูง

ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า ส่วนมาตรการพักหนี้เกษตรกร มองว่าขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ ธปท.ยังคงมุมมองเดิมว่า ควรเป็นเครื่องมือที่มีไว้ แต่ไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะใช้ และไม่คิดว่าการพักหนี้ในวงกว้างจะเหมาะสม ซึ่งได้เสนอความเป็นห่วงเรื่องนี้กับทางรัฐบาลไปแล้ว เนื่องจากการพักหนี้เป็นมาตรการที่เหมาะกับการทำชั่วคราวและบางกลุ่ม เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่มีคนถูกกระทบในวงกว้าง ก็เหมาะที่จะใช้มาตรการพักหนี้ และหลังจากนั้นก็พยายามถอย เพราะการพักหนี้นานไปไม่ดี มีผลข้างเคียงมาก

“ถ้าดูข้อมูลจะพบว่า จากที่พักหนี้มา 14 ครั้ง ในรอบ 8 ปี ผลที่ออกมาก็ค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ดีขนาดนั้น โดยมีลูกหนี้ 70% ที่พักหนี้กลายเป็นมีหนี้มากกว่าเดิม คนที่เข้าโครงการพักหนี้มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูงก็มีค่อนข้างเยอะ”

ทั้งนี้ แนวโน้มนโยบายการเงินจะต้องนิ่งและมองไปข้างหน้า ซึ่งหากดู outlook เงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นก็ตาม เพราะยังมีความเสี่ยงเรื่องของราคาพลังงานโลกที่จะเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ ธปท.ห่วงคือ เอลนีโญที่จะมีผลต่อราคาอาหารที่มีผลต่อตะกร้าเงินเฟ้อและอุปสงค์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อน่าปรับเพิ่มขึ้น

ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินจะต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจระยะยาว หรือเรียกว่า neutral rate ซึ่งเป็นระดับที่เงินเฟ้อเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% และไม่เป็นอุปสรรคในการเกิดการแสวงหาผลตอบแทน (search for yield) และสิ่งที่เน้นคือโจทย์เดิม คือการปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติ (normalization) จากเดิมเป็น smooth take off เป็น landing

“ที่ผ่านมา ธปท.ให้น้ำหนักกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตอนนั้นตัวเลขพีก 7.9% และค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงมา ทำให้เราได้ทยอยใส่ปัจจัยอื่นเข้าไปเพิ่มในการพิจารณา แต่โจทย์ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ราคา และระบบการเงิน” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ภาพที่เห็นนี้เป็นความไม่ลงตัวที่จะต้องหา “จุดลงตัว” ให้ได้ เพราะฝั่งการคลังก็ต้องเดินหน้าทำตามนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ ส่วนฝั่งนโยบายการเงินก็ส่งเสียงเตือนให้คำนึงถึงเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

สุดท้ายจะออกมาแบบไหน คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดี