เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน

15 ก.ย. 2566 | 18:47น.
ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์

ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์

อีซีบี มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวานนี้ (14 ก.ย.) ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากดีดตัวสู่ระดับ 4.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 4.75% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 4.50%

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 4-8 ก.ย. 2566 ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (11/9) ที่ระดับ 35.55/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 35.63/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการแข็งค่าต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน

โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยสต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งลดลง 0.2% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าลดลงเพียง 0.1% หลังจากลดลง 0.7% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปี สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือน ส.ค.

เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือน ก.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือน ส.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.3% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.7% ในเดือน ก.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ส.ค.

สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI ประจำเดือน ส.ค. นักลงทุนให้น้ำหนัก 97% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ แต่ให้น้ำหนักเพียง 61% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน พ.ย. ส่งผลให้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโซนอ่อนค่า โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.41-35.83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (15-9) ที่ระดับ 35.76/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายกฤษณา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคาดการว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2566 จะขยายตัวได้ 2.8% ตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนและการบริโภคของภาครัฐ ที่จะเริ่มเข้ามามากขึ้นหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยดึงให้การลงทุนของภาคเอกชนเกิดขึ้นตามมาด้วย

นอกเหนือจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้คงเติบโตไม่ถึงเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3.5% นอกจากนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก

ซึ่งในการประชุม ตลาดจับตามาตรการลดค่าครองชีพ ที่รัฐบาลใหม่จะออกมาเพื่อดูแลประชาชน อาทิ การลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน การฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน การพิจารณาเรื่องมาตรการพักหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงจะมีการหารือเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนี้นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหอการค้าไทย ได้มีการหารือและประเมินถึงมาตรการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และหอการค้าไทยต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้มีมติช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนของผู้ประกอบการทันทีในการประชุม ครม. ครั้งแรก

ตามข้อเสนอเร่งด่วนของภาคเอกชน สำหรับมาตรการที่ออกมาหอการค้าไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากมาตรการลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลจะช่วยให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ประกอบกับการลดราคาน้ำมันดีเซล ระยะเวลาเกือบ 4 เดือน ที่จะใช้เม็ดเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวม 2 มาตรการดังกล่าวจะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของประชาชนได้ 3 หมื่นล้านบาท

ในส่วนนี้จะช่วยเสริมให้ GDP ในปีนี้ให้เพิ่มขึ้นราว 0.2-0.3% ทั้งนี้ จากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจก่อน ครม.เศรษฐาเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลายฝ่ายประเมินว่า GDP จะเติบโตได้เพียง 2.5-3.0% นั้น จากชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนที่ ครม. เพิ่งมีมติออกมา หอการค้าฯประเมินว่าน่าจะทำให้เสริม GDP เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 0.6-0.8% และมั่นใจว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ถึง 3% อย่างแน่นอน

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (11/9) ที่ระดับ 1.0720/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 1.0703/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี ซึ่งถูกปรับให้มีความสอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป ขยายตัว 6.4% ในเดือนสิงหาคม ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ชะลอตัวเล็กน้อยจากการขยายตัว 6.5% ในเดือนกรกฎาคม

เมื่อเทียบรายปี ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อเยอรมนียังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับมุมมองต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยูโรโซน ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าซิตี้กรุ๊ปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐิจยูโรโซนสำหรับปี 2566 ลงสู่ระดับ 0.4% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดตัวเล็กน้อยในช่วง 3 ไตรมาสข้างหน้า จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของยูโรโซนในปีนี้จะขยายตัว 0.8%

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว 0.1% ในปี 2567 จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าว่าจะขยายตัว 0.8% สาเหตุจากอุปสรรคตามวัฏจักรและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรฐกิจของยูโรโซน อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขาดแคลนแรงงาน ตลอดจนเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีน การเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงินที่เข้มงวด บั่นทอนรายได้ที่แท้จริงของภาคครัวเรือน

นอกจากนี้สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW) ประกาศปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีในปี 2566 จากเดิมคาดว่าหดตัว 0.2% หดตัวลง 0.4% สาเหตุจากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาดในไตรมาส 2 ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนยังคงซบเซา และการส่งออกที่ตกต่ำลงได้เป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ DIW คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 6.1% ในปีนี้ และจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) จนกว่าจะถึงช่วงสิ้นปี 2567

ทั้งนี้ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดี (14/9) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากดีดตัวสู่ระดับ 4.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 4.7% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 4.50%

ทั้งนี้ ECB ได้เริ่มวงจรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุด ECB คาดการณ์เงินเฟ้อในยูโรโซนแตะระดับ 5.6% ในปีนี้ และ 3.2% ในปีหน้า และ 2.1% ในปี 2568 โดยสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB ที่ระดับ 2% ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผย ได้แก่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคมของอียู ปรับตัวลดลงโดยหดตัวลง 1.1% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะหดตัวลง 0.7% และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ 0.4% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0629-1.0768 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (15/9) ที่ระดับ 1.0650/1.0654 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (11/9) ที่ระดับ 146.50/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 147.27/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังมีรายงานว่านายคาซูโอะ อูเอดะ กล่าวกับหนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจพิจารณายุติการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ หาก BOJ พิจารณาแล้วเห็นว่าค่าจ้างมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยได้แก่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคมของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.3% เมื่อเทียบรายเดือนสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.1% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้า 0.1% นอกจากนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นลดลง 1.1% ในเดือน ก.ค.

เมื่อเทียบรายเดือน แย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่าอาจลดลง 0.9% และสวนทางกับตัวเลขในเดือน มิ.ย.ที่เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานหดตัวลง 13.0% ในเดือน ก.ค. หนักกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอาจลดลง 10.7% ซึ่งการหดตัวดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม

ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดจีนที่อ่อนแอลง และแสดงถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นในการรับมือกับปัญหาอุปสงค์ซบเซาจากทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.89-147.79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (15/9) ที่ระดับ 147.76/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) อีซีบี