สวัสดีครับ ประชาชาติ เวลธ์ เล่าเรื่องการลงทุน สัปดาห์นี้ จะมาร่วมไขคำตอบนะครับว่า “รัฐบาลเริ่มงานแล้ว แต่ทำไมตลาดหุ้นไทยยังไม่ปรับตัวขึ้น”
พร้อมทั้งไปร่วมอัพเดทภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 รวมถึงแรงคาดหวังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นหรือสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
รัฐบาลใหม่เริ่มงานแล้ว แต่ทำไมหุ้นไทยยังไม่ขึ้น ?
ก็คือรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วประมาณ 1 เดือน แต่หุ้นต่ำกว่าตอนที่คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้โหวตเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมคิดว่ายังเป็นปัญหาเรื่องความมั่นใจของนักลงทุนอยู่ ว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการได้
และความมั่นใจในที่นี้หมายถึงว่า นักลงทุนอยากจะเห็นรายละเอียด โดยเฉพาะนโยบายหลัก “การแจกเงิน” รายละเอียดก็ยังไม่มี อย่างวันนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เงินจะมาจากไหน จะทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มมั้ย ผมคิดว่าจนกว่าความสงสัยเหล่านี้ต้องหายไป ถึงจะทำให้ความมั่นใจกลับมา
และข้อที่สอง รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วยว่า 560,000 ล้านบาท ที่จะเอามาใช้ แล้วจะไปเบียดบังงบประมาณด้านอื่นมั้ย และถ้าไม่เบียดบังจริง ๆ จะบริหารจัดการยังไง ให้ไม่เบียดบัง คือวันนี้เหมือนสังคมเขามองว่าเป็นไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้มีเงินเพิ่มขึ้นมา ก็ต้องมาจากที่ใดที่หนึ่ง
โอเคแน่นอนคนก็ไม่ได้ ทุกคนเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ก็เข้าใจว่ารัฐบาลมีข้อจำกัด เพราะประกาศไปแล้ว และอยากจะทำ แต่ว่าถ้าวันนี้เรียกความมั่นใจได้เลย ถ้าเผื่อสามารถลดทอนลงมา หรือทยอยจ่าย แต่เข้าใจว่ารัฐบาลคงไม่ทำแล้ว ถ้าเลยจุดนั้นไปแล้วก็คงอยู่ที่วิธีการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลแล้วว่าจะทำอย่างไร
1.สร้างความมั่นใจได้ 2.ไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศด้วย เพราะถ้ารัฐบาลจะต้องระดมทุนหรือเปล่า หรืออะไรยังไง ในตลาดตราสารหนี้อะไรแบบนี้ ก็ต้องมาดูกันอีกที คือวันนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด ผมถึงบอกวันนี้ก็เลยเป็นปัญหา
ประกอบกับแน่นอนรัฐบาลโชคไม่ดีเข้ามาในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกไม่ดี เพราะราคาน้ำมันขึ้น เฟดบอกยังไม่แน่ใจจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยมั้ย และค่าเงินบาทก็อ่อนช่วงนี้พอดี ก็ผสม ๆ สองอย่าง
ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแล้วว่าจะสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้มั้ย ซึ่งผมคิดว่าถ้าเกิดอธิบายได้ชัดเจน และก็ให้เริ่มพูดคุยถึงนโยบายระยะยาวด้วย วันนี้เราจะได้ยินแต่ระยะสั้น ลดค่าครองชีพ เร็วเลย ทำแล้วหลายรอบ แจกเงิน พักหนี้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายหมดเลย อยากจะมองถึงว่าแล้วจะไปยังไงต่อ
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่แรง
ผมคิดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่น่าจะกระเตื้องมากนักในไตรมาสที่ 4 รัฐบาลเริ่มมีการทำเรื่องลดค่าครองชีพ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี และลดค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนด้วย ก็น่าที่จะทำให้กำลังซื้อกลับมาส่วนหนึ่ง และก็ทำให้ภาคธุรกิจมีกำไรดีขึ้น
แต่ผมคิดว่าไตรมาสที่ 4 เรามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณอยู่ ฉะนั้นก็คงยังผ่านรัฐสภาไม่ทัน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลัก ๆ คงยังไม่ได้มาจนปีหน้า และโดยเฉพาะนโยบายใหญ่สุดของรัฐบาล 10,000 บาท เงินดิจิทัล และเขาอยากจะใช้บล็อกเชน ก็ต้องใช้เวลาอีกในการทำระบบบล็อกเชนขึ้นมาให้รองรับการใช้งานของคน 50 ล้านคน ก็ไม่ง่าย ต้องมีความรวดเร็วด้วย
ฉะนั้นไตรมาสที่ 4 คงขึ้นอยู่ต่างประเทศเป็นหลักด้วย เพราะส่งออกเรายังเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ดู ๆ ไปแล้วต่างประเทศก็คงยังไม่ดีขึ้นมากในไตรมาสที่ 4 เพราะว่าดอกเบี้ยเฟดก็ดูเหมือน เขายังไม่วางใจว่าเงินเฟ้อลดลงได้ และวันนี้น้ำมันขึ้นมาอีก กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าไตรมาสที่ 4 ก็คงไม่ได้เติบโตมาก
หุ้นไทยติดกับดัก 1,500 จุด
ส่วนตลาดหุ้นไทยเอง ตลาดหุ้นจะดีอย่างหนึ่งคือจะมองไปข้างหน้า ถ้าเผื่อในไตรมาสที่ 4 รัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้นในแผนการต่าง ๆ คือวันนี้ต้องยอมรับว่ามีนโยบาย แต่จากนี้ไปต้องดูแผน execution อย่างเช่นวันนี้ถ้าเราไปดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ ยังไม่ได้ใส่เงิน 10,000 บาท เข้าไปในการวิเคราะห์
จะเห็นว่าปีหน้า คนยังมองเศรษฐกิจไทยจะโต 3% กว่า ๆ ซึ่งจริง ๆ ถ้าใส่อันนี้เข้าไป ลำพัง 5 แสนกว่าล้าน 3% ของจีดีพีแล้ว ฉะนั้นถ้าทำหมดภายใน 6 เดือน อัดเข้าไปได้อีก 3% คือถ้ามองง่าย ๆ ยังไม่ต้องหมุนอะไรเลย
แสดงว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ใส่เข้าไป ถามว่าทำไมยังไม่ใส่เข้าไป ก็อาจจะยังไม่มีความมั่นใจระดับหนึ่งว่าจะทำได้มั้ย ทำได้ยังไง ทำเมื่อไหร่ เงินมาจากไหน คือวันนี้รัฐบาลยังตอบได้ไม่ชัด
ก็สะท้อนกลับมาที่ตลาดหุ้นที่เราเห็นในตอนนี้ ในช่วงเวลานี้ว่าก็ยังไม่ได้ตอบรับอะไรเลย ผมจำได้วันที่คุณเศรษฐาได้รับเลือกเป็นนายกฯ 1,525 จุด วันนี้หลุด 1,500 จุด คือตื่นเต้นแปปเดียว
ซึ่งก็แปลกใจ เพราะทุกครั้งเวลาเราได้รัฐบาลใหม่ และยิ่งเป็นรัฐบาลที่เข้ามาพร้อมนโยบายเยอะแยะ ปกติจะต้องสร้างความมั่นใจได้ วันนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการสร้างความมั่นใจ
เพราะตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับความมั่นใจ เขามั่นใจปุ๊บ เขาก็เชื่อว่าอีก 6 เดือน 12 เดือน เศรษฐกิจจะดีขึ้น และจะมีเม็ดเงินต่าง ๆ เข้ามา
แต่วันนี้โจทย์หลักของรัฐบาล ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้กับฝั่งของนักลงทุนว่าสิ่งที่พูดมาทำได้จริง และข้อที่สองคือที่ทุกคนเป็นห่วง ไม่ใช่แค่เรื่องทำได้จริง ไม่จริงด้วย แค่ว่างบประมาณบ้านเรามีจำกัด เงินกู้รัฐบาลทะลุ 60% ของจีดีพี
แน่นอนการใช้เงินเยอะแยะไปหมดอย่างนี้ อาจจะมีใช้วันนี้แต่วันหน้าก็ต้องไปเอางบส่วนอื่นมาอยู่ดี เพราะหนี้เต็มเพดานแล้ว ถึงแม้เราบอกขยับเพดานได้อีก แต่ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่ควรจะทำเท่านั้นเอง
ก็จะนำมาสู่ปัญหาเรื่องวินัยการคลัง และปัญหาหลาย ๆ เรื่อง และตลาดบ้านเราจะรองรับได้ขนาดนั้นมั้ย ในแง่การระดมทุนของฝั่งรัฐบาลเองด้วย
จะเห็นว่าช่วงนี้บอนยีลด์ก็ขยับกันล่วงหน้าอีกแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดผมคิดว่าเป็นเพราะยังไม่มีความชัดเจน เลยยังสร้างความมั่นใจไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเป็นทีมรัฐบาลต้องรีบออกมาสร้างชัดเจนกับตลาดว่ายังไง จะมายังไง Financing จะมาจากตรงไหน และจะไม่กระทบกระเทือนเพราะอะไร
และอยากให้พูดแบบตรงไปตรงมา คือเดี่ยวนี้ผมคิดว่านักวิเคราะห์เยอะ นักเศรษฐศาสตร์ก็เยอะ เขาก็สามารถจับเรียบเรียงได้หมดว่าสุดท้ายก็จำเป็น ที่จะต้องใช้เงินตรงนี้ ๆ อย่างที่บอกไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาได้ ฉะนั้นถ้าเพิ่มขึ้นมาได้ขนาดนี้ และบอกไม่ไปลดงบประมาณด้านอื่นเลย แน่นอนหนี้ก็ต้องเพิ่มขึ้น
ความยั่งยืนการขึ้นของหุ้น คือขึ้นผมไม่กลัวนะ ผมว่าขึ้นได้แน่ ๆ ปีหน้า เพราะว่าใส่เงินเข้ามาขนาดนี้ เพียงแต่ว่ากลัวเหมือนเดิม ขึ้นเสร็จพอหมดสตอรี่ หมดเงิน ก็ลงมาใหม่ เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นแล้ว
ไม่งั้นก็ติดกับดัก ประเทศชาติเราติดกับดักรายได้ปานกลาง หุ้นก็ติดกับดัก 1,500 จุด ไม่ยอมหลุดไปจากตรงนี้ ทำยังไงให้หลุดกับดัก 1,600 จุด อะไรแบบนี้ อยู่ตรงนี้มานานเกินแล้ว
ตลาดหุ้นกระจกสะท้อนเศรษฐกิจ สร้างความมั่นใจได้
ผมเชื่อว่าตลาดทุนสามารถสร้างความมั่นใจได้ ให้กับคนทั่วไปได้ด้วยนะ พอคนเห็นหุ้นขึ้น รู้สึกก็ดี มู้ดก็ดี ทุกอย่างก็ดี ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแวะมากันหน่อยว่าเป็นยังไง
ผมคิดว่าวันนี้จริง ๆ ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมต้องให้ความสำคัญกับตลาดทุนมากขึ้นเลย
และผมเชื่อว่าถ้าเกิดตลาดหุ้นดี เป็นกระจกอย่างหนึ่งสะท้อน เพราะที่ผ่านมา ก็ชัดเจนสะท้อนมา 10 ปีที่ไม่ได้ไปไหน ว่า 10 ปี ในแง่การเติบโตของเศรษฐกิจบ้านเราก็ช้าเกือบจะที่สุดในอาเซียน
วันนี้สภาพคล่องในตลาดทุนบ้านเราแห้งไปเยอะเลย เพราะคนไทยอาจจะหมดกำลัง 1.รายย่อยก็รู้สึกท้อ ไม่ขึ้นสักที ไปลงที่อื่นดีกว่า 2.นักลงทุนสถาบันก็ไม่มีกระสุนพอ เพราะไม่มี LTF ที่เคยมี LTF สมัยก่อนเข้ามาปีหนึ่ง 5-6 หมื่นล้านบาท เข้ามาหุ้น 100% เลย แต่ไปดู SSF ไม่ถึง 1 หมื่นล้าน แต่ละปีเข้ามา และไม่ใช่หุ้นหมด ผสมกันหลายแบบ ก็เลยไม่ตอบโจทย์
ก็เลยทำให้นักลงทุนสถาบันเราแทนที่จะมีกำลังมาช่วยขับเคลื่อนตลาด ก็ไม่มีล่ะ อ่อนแอไปเรื่อย ๆ ก็เลยไม่มีทั้งดีมานด์ในประเทศ ทั้งนอกประเทศก็ไม่อยากเข้ามา
การจะดึงเม็ดเงินต่างชาติมา ถามว่ารัฐบาลรู้วิธีมั้ย เม็ดเงิยระยะยาวนะ ไม่ได้พูดถึงเม็ดเงินระยะสั้น เพราะเม็ดเงิยระยะสั้นต่างชาติเต็มตลาดไปหมดแล้วตอนนี้ เยอะเกินไป เราอยากได้เม็ดเงินระยะยาว แต่ถ้าไม่มีระยะยาวมา ระยะสั้นก็ยังดีกว่าไม่มี
ผมคิดว่านายกฯคิดแนวจะใช้ตลาดทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีอะไรให้ทำเยอะ แต่อย่าไปคิดว่าตลาดทุนเป็นของคนรวย เพราะคือแหล่งระดมทุน ตบมือสองข้างต้องมาทั้งผู้ลงทุนและผู้ระดมทุน ไม่ใช่บอกอยากจะ build ให้เป็นแหล่งระดมทุนระดับใหญ่สุดของประเทศ แต่ว่าไม่ดูแลนักลงทุนเลย คือต้องมองให้ครบมิติ อย่ามองฝั่งใดฝั่งหนึ่ง