เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

Kao ปรับโครงสร้างรอบใหม่ จ่อขาย 10 แบรนด์ความงาม

07 ต.ค. 2566 | 08:44น.
Kao
คอลัมน์ : Market Move

คาโอ (Kao) หนึ่งในแบรนด์ญี่ปุ่นที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดี กำลังเป็นผู้ประกอบการอีกรายที่ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยอาจต้องมีการตัดขายแบรนด์สินค้าถึง 1 ใน 3 ของพอร์ตโฟลิโอที่ปัจจุบันมีกว่า 30 แบรนด์ ที่มีตั้งแต่ผ้าอ้อมไปจนถึงความงามออกไป หลังยักษ์อุปโภคบริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเงินต่อเนื่องมานานหลายปี

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า คาโอ หนึ่งในผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติญี่ปุ่นรายใหญ่ เจ้าของแบรนด์สินค้า อาทิ แอทแทค, บิโอเร, ไฮเตอร์, ลอรีเอะ และอื่น ๆ รวมกว่า 30 แบรนด์ อยู่ระหว่างพิจารณ์จัดระเบียบหรือตัดขายแบรนด์จำนวน 10 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอออกไป โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบรนด์ในกลุ่มความงาม

การตัดสินใจขายแบรนด์ในมือออกไปในครั้งนี้ เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาโอขยายธุรกิจมากเกินไป โดยมีสินค้าหลากหลายตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ไปจนถึงเคมีภัณฑ์ จนทำให้เกิดความเชื่องช้าในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ขณะเดียวกันเมื่อประสบกับความท้าทายงานการเงิน ก็ยากที่จะใส่เงินลงทุนอย่างเพียงพอให้กับแต่ละธุรกิจได้ จนทำให้ตามความเปลี่ยนแปลงของตลาดไม่ทัน

“โยชิฮิโระ ฮาเซเบะ” ประธานบอร์ดและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาโอ อธิบายสาเหตุของสถานการณ์นี้ว่า ที่ผ่านมาบริษัทไปโฟกัสกับเรื่องต่าง ๆ หลายด้านในเวลาเดียวกันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศญี่ปุ่นเอง ดีมานด์ของตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ รวมไปถึงการเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด จนทำให้การปรับยุทธศาสตร์ล่าช้าเกินไปและกลายเป็นจุดอ่อนของบริษัท

โดยปัจจุบันความสามารถในการแข่งขันของคาโอลดลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทต้องตัดสินใจระงับการผลิตผ้าอ้อมในตลาดจีน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคากับผู้เล่นท้องถิ่นได้

ผลกระทบจากเรื่องนี้ส่งผลให้ในปีงบฯ 2566 นี้ คาโอคาดว่ากำไรสุทธิจะลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 หลังรายได้ของกลุ่มลดลงเหลือ 4.1 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท) หรือเท่ากับเพียง 1 ใน 4 ของรายได้ปี 2561 เท่านั้น

ไปในทิศทางเดียวกับมูลค่าของบริษัทในตลาดหุ้นนิกเคอิ ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนลดลงเหลือ 2.55 ล้านล้านเยน (ประมาณ 6.27 แสนล้านบาท) เท่านั้น เป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายสำคัญอย่างยูนิชาร์ม และน้อยกว่าจุดสูงสุดในอดีตของยักษ์อุปโภคบริโภคซึ่งเคยมีมูลค่าสูงสุดมากกว่า 4 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.84 แสนล้านบาท) มาแล้ว

ขณะเดียวกันคู่แข่งรายหลักอย่าง “ยูนิชาร์ม” มียุทธศาสตร์ที่โฟกัสกับจุดแข็งของตัวเอง อย่างสินค้าผ้าอ้อม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยอื่น ๆ พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์เพื่อพาตัวเองให้พ้นจากการแข่งขันราคา

Advertisement

นอกจากนี้ ยูนิชาร์มยังมียุทธศาสตร์ต่างประเทศแตกต่างจากคาโอด้วย โดยยูนิชาร์มมีรายได้จากต่างประเทศสูงมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม เช่น ปี 2565 รายได้ต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 66% ของรายได้รวม ในขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของคาโอยังมีรายได้หลักจากตลาดในประเทศญี่ปุ่น โดยปี 2565 มีรายได้จากต่างประเทศเพียง 35% เพราะสินค้าส่วนใหญ่ยังพัฒนามาตอบโจทย์คนญี่ปุ่นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม คาโอวางเป้ากู้สถานการณ์ให้ได้ภายในปี 2567 ด้วยการลงทุน 6 หมื่นล้านเยน เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ มีธุรกิจความงามเป็นศูนย์กลางของการปรับโครงสร้าง หันโฟกัสคุณภาพของแบรนด์มากกว่าจำนวน เพื่อสร้างผลกำไรให้สูงขึ้น โดยวางเป้าให้ปีงบฯ 2570 มีสูงกว่ากำไร 2.11 แสนล้านเยน (5.21 หมื่นล้านบาท) ของปี 2563

“โยสุเกะ มาเอซาวะ” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสของคาโอ กล่าวว่า บริษัทมองเห็นทางเลือกในการขายแบรนด์สินค้าความงามบางแบรนด์ออกไป

โดยแบรนด์ที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกขายออกไปจะเป็น 7 แบรนด์ ภายใต้บริษัท คาเนโบ คอสเมติก บริษัทด้านความงามที่มีแบรนด์ในมือกว่า 50 แบรนด์ ซึ่งคาโอซื้อกิจการเข้ามาเมื่อปี 2551 ด้วยเงิน 4 แสนล้านเยน แต่การซื้อกิจการนี้กลับไม่ได้ส่งผลบวกมากนัก ทำให้คาโอเริ่มลดขนาดธุรกิจของคาเนโบมาตั้งแต่ปี 2561

หลังจากนี้ต้องรอดูกันว่า คาโอจะสามารถกู้สถานการณ์รายได้และผลกำไรของบริษัทได้ตามแผนหรือไม่