จากข้อมูลโครงการศึกษาตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มประเทศเกิดใหม่ : ภูมิภาคตะวันออกกลาง ปี 2561 ที่จัดทำโดยบริษัท อินทัช รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลแทนซี่ เพื่อกองวิจัยการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยกำหนดศึกษากลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ อิสราเอล โอมาน และคูเวต
การศึกษาครั้งนี้พบว่า “อิสราเอล” รัฐที่ก่อตั้งขึ้นบนดินแดนที่มีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง มีการต่อสู้ระหว่างเชื้อชาติและศาสนามาต่อเนื่อง แต่อิสราเอลได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก จนได้รับสมญาว่าเป็นดินแดนแห่ง “สตาร์ตอัพ”
สำหรับภาคการท่องเที่ยวในปี 2560 ชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศ 7.1 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มจากปี 2559 ถึงร้อยละ 13 (ที่มา : Marketing Analysis 2019-Israel จัดทำโดย ททท. สำนักงานโรม)
หากเทียบกับจำนวนประชากรอิสราเอลทั้งประเทศที่มีจำนวน 8.8 ล้านคน (ปี 2561) สะท้อนได้ชัดเจนว่าชาวอิสราเอลเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางอย่างแท้จริง และไม่ใช่ backpacker ที่จะท่องเที่ยวแบบราคาถูกอีกต่อไป
ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนั้นพบว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตการทำงานที่เร่งรีบและเคร่งเครียด ส่งผลให้ต้องออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและหลบหนีกิจวัตรประจำวัน การท่องเที่ยวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวอิสราเอล
โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มกลาง-บนชาวอิสราเอลเกือบทั้งหมดเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนเป็นหลัก แต่ร้อยละ 58 ระบุว่าเดินทางท่องเที่ยวเพื่อทำกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วยกิจกรรมบันเทิง/นันทนาการ เช่น สวนสนุก การแสดง (ร้อยละ 14) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ร้อยละ 14) การสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น (ร้อยละ 12) ฮันนีมูนและฉลองครบรอบแต่งงาน (ร้อยละ 9)
ส่วนปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกลาง-บนชาวอิสราเอล ได้แก่ ความน่าสนใจของแหล่งหรือสถานที่ท่องเที่ยว (ร้อยละ 65) คำแนะนำหรือประสบการณ์ในการเดินทางครั้งก่อน ๆ (ร้อยละ 58) และเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (ร้อยละ 51)
ทั้งนี้ ร้อยละ 55 เดินทางต่างประเทศปีละครั้งหรือมากกว่า และส่วนใหญ่เดินทางในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน โดยมีการเดินทางสูงสุดในเดือนสิงหาคม ในจำนวนนี้พบว่า ร้อยละ 48 เดินทางเป็นกลุ่มกับเพื่อน ครอบครัว หรือญาติ ในขณะที่ร้อยละ 42 เดินทางกับคู่สมรสหรือคู่รัก
สำหรับระยะเวลาในการเดินทางนั้นขึ้นอยู่กับจุดหมาย ใช้เวลาท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 7 คืนสำหรับจุดหมายระยะใกล้ และ 15 คืนสำหรับจุดหมายระยะไกล โดยร้อยละ 52 เลือกที่พักเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว โดยจะใช้จ่ายสำหรับค่าที่พักเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการเดินทางระยะไกล และร้อยละ 34 สำหรับการเดินทางระยะใกล้
นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมีลักษณะเป็น explorer ชอบค้นหาประสบการณ์ และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยไป แสวงหากิจกรรมที่ตื่นเต้น สนุกสนาน มากกว่าการนอนพักผ่อนเฉย ๆ โดยกิจกรรมที่ชื่นชอบจะเป็นประเภทผจญภัยและกีฬากลางแจ้ง เช่น การโหนสลิง (zipline) พายเรือคยัก จักรยานภูเขา ขับรถ ATV รวมถึงการช็อปปิ้ง และท่องเที่ยว nightlife
นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่นิยมจัดการเดินทางด้วยตนเอง โดยช่องทางการค้นหาข้อมูลที่นิยมใช้มากที่สุด คือ online travel agent หรือ OTA (ร้อยละ 73) รองลงมาเป็นการรับรู้ข้อมูลผ่านคำบอกเล่า หรือ word-of-mouth (ร้อยละ 45) และสื่อสังคมออนไลน์ (ร้อยละ 38)
ในจำนวนสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ค้นหาข้อมูลทางการท่องเที่ยว Facebook เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (ร้อยละ 98) รองลงมาเป็น Instagram และ YouTube โดยร้อยละ 63 เลือกจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน OTA แต่ก็มีบางส่วนที่ค้นหาข้อมูลผ่าน OTA แต่เลือกจองโดยตรงกับสายการบิน โรงแรม หรือผ่านบริษัททัวร์ (สัดส่วนร้อยละ 49, 41 และ 31 ตามลำดับ)
ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกสายการบิน คือ การมีเที่ยวบินตรง (ร้อยละ 53) และราคา (ร้อยละ 50) ส่วนการเลือกโรงแรมสิ่งที่คำนึงถึงมากที่สุด คือ ความสะดวกของทำเลที่ตั้ง (ร้อยละ 46)
สำหรับกลุ่มหรือเซ็กเมนต์ของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลนั้น แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Millennial มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 จุดหมายที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมเดินทาง ได้แก่ ยุโรป (อิตาลี กรีซ สเปน) สหรัฐอเมริกา และไทย
2.กลุ่ม Family with Kid (s) หรือกลุ่มครอบครัวที่เดินทางพร้อมกับบุตร มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 32 นิยมเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาที่มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทนันทนาการ หรือสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็ก
3.กลุ่ม LGBTQ กลุ่มนี้ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง และมีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง และ 4.กลุ่ม Honeymooner โดยเฉพาะในกลุ่มชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ เป็นกลุ่มศักยภาพที่มีการใช้จ่ายสูง
สำหรับประเทศไทยนั้น แม้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาเที่ยวในสัดส่วนเพียง 2% แต่หากคำนวณจากการใช้จ่ายต่อหัวต่อทริปจะพบว่าสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเป็นมูลค่ากว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว