Health Care กับ Megatrend (2)
คอลัมน์ พินิจ พิเคราะห์
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ
จากบทความตอนที่ 1 (คลิกอ่าน) ผมพูดถึงภาพรวมของประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมทั้งแนวโน้มว่าในอนาคต สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับพลเมืองโลกทั้งหมด ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นปัญหาหนักใจกับหลาย ๆ ประเทศเลยทีเดียว รวมทั้งประเทศไทยเรา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้วเมื่อหลายปีที่แล้วเช่นกัน
อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอยู่ที่ 1.90% ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรรวมเพียง 1.20% นี่คือเหตุผลที่สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุในโลกนี้มีมากขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเท่ากับ 73.70 ปีในปี พ.ศ. 2560 จากเดิม 72.60 ปีเมื่อปี พ.ศ. 2555 เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความต้องการในด้าน health care ก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน
ปัจจุบันยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก คาดว่า 37% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปี พ.ศ. 2593 ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ คือมีประชากรถึง 1 ใน 4 ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะมีจำนวนถึง 35 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 จากโครงสร้างของประชากรแบบนี้ บางประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี ก็มีการเกษียณงานตอนอายุ 65 ปีมากขึ้น
ปัจจุบันอายุขัยของประชากรไทยมากขึ้น เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ เสมือนกับเรามีแรงงานเพิ่มขึ้นจากปกติทุกปี และบุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือน “ขิงแก่” ที่บ่มเพาะความรู้
และประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างช่ำชอง และถึงแม้จะทำงานจนถึงอายุ 66 ปีแล้ว หลังจากนั้นยังอาจให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่อไปได้อีก ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งถ้าทำแบบสมัครใจ เพราะว่าบางท่านอาจจะยังอยากทำงานต่อ กลัวว่าหลังเกษียณแล้วจะเหงา ในขณะที่บางท่านก็รอวันเกษียณ ไม่อยากที่จะทำงานต่อ อยากจะพักผ่อนเสียที หรือเดินทางท่องเที่ยว อยากใช้เงินที่หามาเกือบชั่วชีวิต หรืออยากจะเลี้ยงหลานที่บ้าน
แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า คนที่เกษียณงานใหม่ ๆ จะรู้สึกมีความสุขมากที่ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน
แต่พอไม่ได้ทำงานไปสักพัก จะเริ่มรู้สึกเหงา วัน ๆ ไม่รู้จะทำอะไร หลาย ๆ ท่านอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งสูง ๆ ไม่ว่าจะทางราชการหรือบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ
อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุเกษียณงาน ก็เป็นวิธีทำให้ปริมาณคนในวัยทำงานไม่ลดลง ซึ่งมีผลต่อปริมาณผลิตผลของชาติ ซึ่งแน่นอนกระทบกับอัตราการเจริญเติบโตของประเทศหรือ GDP นั่นเอง
จากบทวิจัยเรื่อง “ความต้องการแรงงานต่างด้าวสำหรับสังคมสูงวัย” ที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำไว้ พบว่าในปี พ.ศ. 2573 หรืออีกเพียง 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติไร้ฝีมือ สูงถึง 9.14 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 10% ของประชากรไทยในขณะนั้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยยังคงมีการเติบโตในระดับอัตราประมาณ 4% ต่อปี แต่ GDP ต่อหัวจะเติบโตติดลบร่วม 1% เนื่องจากฐานประชากรที่เพิ่มขึ้น
แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติดังกล่าว GDP ของไทยจะติดลบถึง 7% และ GDP ต่อหัวจะติดลบ 8% ดู ๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีผลดีในด้านการเจริญเติบโตของประเทศ และเป็นการลดต้นทุนค่าจ้างของภาคเอกชน เนื่องจากค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงคนไทย แต่ข้อเสียคือจะทำให้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่จ้างแรงงานเหล่านี้จะลดลงประมาณ 4% และทำให้ไม่ค่อยสนใจเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงแรงงานชั่วคราวเท่านั้น
นอกจากนั้นปัญหาสังคมก็จะติดตามมาเป็นแน่ เราเห็นข่าวแรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้างอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ก็แตกต่างจากของไทยเรา การลดปัญหาด้านหนึ่งก็อาจจะสร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาสังคมผู้สูงวัย ก่อนประเทศไทยเราตั้งนาน แต่ก็ยังไม่เปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน เหตุผลส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีความเป็นเชื้อชาตินิยมอย่างสูง
นอกจากประเทศพัฒนาแล้ว มีการคาดว่าประเทศเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และเม็กซิโก จะมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า จากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น เมื่อปี 2548 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกอยู่ที่ 605,000 ล้านดอลล์ โดยมีสหรัฐเป็นชาติที่มีสัดส่วนมากสุดคือ 41% ยุโรป 27% ญี่ปุ่น 11%
ที่เหลืออีก 19% เป็นประเทศ emerging และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ผ่านไป 10 ปี (พ.ศ. 2558) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกขึ้นไปถึง 1,100,000 ล้านดอลล์ (นับตัวเลขไม่ถูกเลย) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 82% โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายจะเริ่มมีการผ่องถ่ายไปยังประเทศ emerging มากขึ้น คือ สหรัฐจะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 31% ยุโรปเหลือ 19% ญี่ปุ่นยังคง 11% ที่เหลืออีก 29% เป็นประเทศ merging และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ
เนื้อที่หมดแล้ว คงต้องไปต่อตอนที่ 3 ในบทความหน้ากันครับ