“สถานการณ์ด้านการคลัง” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความสำคัญ และหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อเสนอแนะแนวทางบริหารเศรษฐกิจ เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยงในปี 2567
โดย สศช.ชี้ว่า การหารายได้ของรัฐบาลต้องพิจารณาปรับโครงสร้างภาษี หรือค่าลดหย่อนต่าง ๆ กันอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ภาครัฐมีฐานะด้านการคลังดีขึ้น สำหรับรองรับความเสี่ยงในปีหน้า
นอกจากนี้ ในคราวที่กระทรวงการคลังเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2567 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทาง สศช.ก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมด้วยว่า
ภายหลังจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หนี้สาธารณะของประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญกับทิศทางการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ มากขึ้น
ดังนั้นในระยะต่อไป ภาครัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ และการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้คืนต้นเงินกู้ให้มากขึ้น รวมทั้งการดำเนินนโยบายการคลังและการบริหารเงินกู้ที่ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังรอบคอบ
3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญปี 2567
เมื่อพูดถึงปี 2567 “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ชี้ว่า ความเสี่ยงสำคัญของปีหน้า ก็คือ
1.แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน แต่ก็หวังว่าจะเป็นภาวะที่ค่อย ๆ ชะลอตัว ไม่ใช่การถดถอย หรือมีการหดตัวอย่างรุนแรง หรือมีวิกฤตทางเศรษฐกิจ
2.ก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ยังน่าจะอยู่ในระดับสูง แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในแนวโน้มที่ค่อย ๆ ปรับลดลง และ
3.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด ก็คือ กระทบต่อน้ำมันอย่างไร เพราะนั่นคือ จุดอ่อนที่สุดของเศรษฐกิจไทยในวันนี้
เก็บรายได้รัฐเพิ่ม-ขาดดุลยังสูง
เมื่อเข้าไปดูสถานการณ์ด้านรายได้รัฐบาล โดยในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 รัฐบาลประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิที่ 2,783,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 จำนวน 297,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.93% และคิดเป็นสัดส่วน 14.61% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 ซึ่งมีสัดส่วน 13.70%
แบ่งเป็นรายได้ของกรมสรรพากร จำนวน 2,276,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 247,600 ล้านบาท จากปีงบประมาณก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้น 12.20% รายได้ของกรมสรรพสามิต จำนวน 598,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.47% รายได้ของกรมศุลกากร จำนวน 114,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.25% และรายได้จากหน่วยงานอื่นอีก จำนวน 348,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47,300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.70%
ขณะที่กำหนดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 693,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2566 จำนวน 2,000 ล้านบาท จากปีงบประมาณ 2566 ที่มีวงเงิน 695,000 ล้านบาท หรือลดลง 0.29% และคิดเป็นสัดส่วน 3.63% ของ GDP ลดลงจากปีงบประมาณ 2566 ซึ่งมีสัดส่วน 3.83%
หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบ
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสถานการณ์หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา โดยระดับหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 11,131,634.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2565 จำนวน 757,691.61 ล้านบาท
สำหรับหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล และรัฐบาลกู้เงินเพื่อให้กู้ต่อเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้ว่า การกู้เงินของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อดำเนินเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เศรษฐกิจขยายตัวและเติบโตได้ตามศักยภาพในระยะยาว
ซึ่งหนี้สาธารณะของประเทศยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด คือไม่เกิน 70% ของ GDP โดยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ 62.44%
ก่อหนี้ใหม่ 1.9 แสนล้าน
สำหรับแผนบริหารหนี้ในปีงบประมาณ 2567 เป็นไปตามที่ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่เห็นชอบให้มีการก่อหนี้ใหม่รวม 194,434.53 ล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินกู้ในประเทศ 174,752.23 ล้านบาท และ วงเงินกู้ต่างประเทศ 19,682.30 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนก่อหนี้ของรัฐบาลทั้งสิ้น 97,435.28 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 96,999.25 ล้านบาท
ขณะที่แผนการบริการหนี้เดิม มีวงเงินรวม 1,621,135.22 ล้านบาท แบ่งเป็น ในส่วนของรัฐบาล 1,493,131.90 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 128,003.32 ล้านบาท
ด้านแผนการชำระหนี้ มีวงเงินรวม 390,538.63 ล้านบาท
จัดงบฯชำระคืนเงินกู้ 1 แสนล้าน
ทั้งนี้ ในการจัดทำปีงบประมาณ 2567 นั้น รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 118,320 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 จำนวน 18,320 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.32% และคิดเป็นสัดส่วน 3.40% ของวงเงิน งบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 ซึ่งมีสัดส่วน 3.14%
ภาระชดเชย 1.01 ล้านล้าน
อย่างไรก็ดี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงาน ครม.ว่า ณ สิ้นปีบัญชี 2565 ที่ผ่านมา (31 มี.ค. 2566) ธนาคารมียอดลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาลสุทธิ จำนวน 594,207 ล้านบาท
ด้านกระทรวงการคลังรายงาน ครม.ว่า ณ วันที่ 22 ก.ย. 2566 รัฐมีภาระที่ต้องชดเชยตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ยอดคงค้างอยู่ที่ 1,000,295.186 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 31.41% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 และเมื่อรวมกับโครงการพักหนี้เกษตรกร ทำให้ยอดคงค้างเพิ่มเป็น 1,012,391.186 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 31.79% ซึ่งยังไม่เกินกรอบที่กำหนดไว้ที่ 32%
ทั้งหมดนี้ แม้ว่าสถานการณ์ด้านการคลังในปัจจุบัน ยังไม่ได้ถึงขั้นมีปัญหารุนแรง แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะปัจจัยเสี่ยงข้างหน้า บางทีก็ยากจะคาดเดา